ประกาศ !!
สำหรับผู้ที่สั่งซื้อ "จอมนางลิขิตสวรรค์" ไม่ทัน


เฟิ่งหวงจะเปิดให้สั่งจอง พิมพ์ครั้งที่ 2 นับแต่วันนี้เป็นต้นไปค่ะ
ซึ่งกำหนดปิดจอง ขึ้นอยู่กับว่าได้จำนวนตามที่สามารถเข้าโรงพิมพ์ได้รึยังค่ะ

หากได้จำนวนครบแล้ว เฟิ่งหวงจะส่งเมล์แจ้งให้ทุกท่านทราบถึงขั้นตอนต่อไป (เช่นเดียวกับขั้นตอนของการสั่งซื้อพิมพ์ที่ 1 ค่ะ)


หากท่านใดสนใจจะจองไว้ ส่งอีเมล์ได้ที่ :: fengprint [add] gmail.com
 
 
แจ้งรายละเอียดดังนี้ :

1. ชื่อ - นามสกุล

2. ที่อยู่จัดส่งหนังสือ

3. เบอร์โทรศัพท์ *

4. E-mail ที่ใช้ประจำ เช็คบ่อยๆ

5. จำนวนชุดที่ต้องการสั่ง

6. วิธีการจัดส่ง EMS / พัสดุ


*********************

ค่าส่งจัดส่ง
( รวมการแพคหนังสือ + ห่อบับเบิ้ลลงกล่องพัสดุ )

** สามารถส่งหนังสือไปต่างประเทศได้ อัตราตามไปรษณีย์กำหนดค่ะ

- EMS 200 บาท
- พัสดุ 100 บาท

* เนื่องจากหนังสือ นน. เกินกว่า 2 kg. ดังนั้นจึงไม่สามารถส่งเป็นแบบลงทะเบียนได้
แต่ทางไปรษณ๊ย์บอกว่า พัสดุลงกล่องปกติก็จะมีเลขทะเบียนเช็คได้ค่ะ
แต่ว่าต้องเช็คกับไปรษณีย์ปลายทาง เพราะทางไปรษณีย์ไทยไม่มีบริการเช็คออนไลน์ในกรณีนี้ค่ะ
 
 
 
จองหนังสือชุด จอมนางลิขิตสวรรค์ ได้แล้วค่ะ
ขยายเวลาจองถึง 30 กันยายนนี้
 
รายละเอียดติดตาม : http://phenghuang.exteen.com/20120816/entry


            จาก การสังหารชาวยุทธ์มากมายของเสินซี จางป๋ายอี้จึงสั่งให้ศิษย์เอกคอยเข้าไปสืบข่าวคราวจากเจ็ดสำนักใหญ่ บัดนี้เหวินอี้หลินจึงยืนรอหน้าสำนักเทพเหนือฟ้า โดยอ้างว่าราชสำนักเห็นยุทธภพวุ่นวายจนเกรงจะกระทบถึงประชาราษฎร์ แม่ทัพขวาจึงได้สั่งให้ตนมาสืบเอาความ

            เมื่อไถ่ ถามถึงเรื่องราวอยู่ครู่ใหญ่ ทำให้ทราบได้ว่า การลงมือของเสินซีตามที่ตนและซือฝุตามรอยนั้นสะเปะสะปะ อีกทั้งยังเน้นทิ้งร่องรอยให้รู้ว่าเป็นฝีมือเจ้าวังเหยียบเมฆา ด้วยบนศพนั้นจะมีมีดซัดชนิดพิเศษ บางเบาหากคมกริบ อันเป็นลักษณะเฉพาะของวังเหยียบเมฆาตกอยู่ทั้งสิ้น

           

            ในโรงเตี๊ยมซอมซ่ออันตั้งอยู่กลางป่าเขา มีร่างผู้เฒ่าชุดขาวยืนรอข่าวนอกระเบียงไม้ผุ สายลมอันหนักอึ้งม้วนตัวพัดวาบผ่านเส้นเกศาของผู้ชรา ดาราดาษดื่นบนผืนนภายังอยู่ภายใต้การจับจ้องยาวนานของจางป๋ายอี้  

             ยามดวงตา ผู้ชราไล่มองแต่ละดวงก็ให้สะดุ้งในใจวาบ ดาราอันเคยปรากฏเมื่อสองปีก่อนโดยกระทันหัน ประกายนั้นหายวับจากผืนนภาดำทะมึน กระบี่พยากรณ์รีบหันหน้ายังทิศประจิมยกนิ้วใคร่คำนวณ

            ‘ลมทมิฬพัดผ่านกาย ดารารายดับแสง เส้นแดงพาดเงาจันทรา เป็นลางสิ้นลิขิตสวรรค์’

            “มิควรเป็นเช่นนี้”

            เสียงเบาพึมพำผ่านริมฝีปากหยาบ หากยังจับความสั่นเทาได้ บัดนั้นเรียวคิ้วสีขาวกลับขมวดชนกันอย่างไม่ใคร่เชื่อถือ

            “หากเป็นจริง แค้นพันปีของทั้งสอง ผู้ใดจะคลี่คลาย หรือพิภพนี้จะต้องนองด้วยโลหิต หรือหมู่มารในอนาคตกาลจะได้ยิ้มผยอง”

            แม้จะ คำนวณดวงชะตาของศิษย์คนเล็กตกชะตาดับ ทว่าจางป๋ายอี้ก็ได้ล่วงรู้ซึ่งลิขิตสวรรค์ประการหนึ่ง ตนเองจึงไม่อาจออกตามหาเสวี่ยเหยา เป็นความผิดอย่างมหันต์ของตนที่นำพาปทุมสวรรค์พบจุดจบ เทพเซียนทั้งหลายคงให้ตนได้ลงสู่ห้วงอเวจีเพื่อลงโทษแน่
            จาง ป๋ายอี้ไม่อาจรอศิษย์เอกให้สืบความจากเจ็ดสำนักใหญ่ได้อีก กระดาษชิ้นเล็กซึ่งถูกเขียนข้อความก็ถูกนำใส่ที่ห่วงตรงขาพิราบสื่อสาร แล้วปล่อยสู่ท้องฟ้ากว้าง จากนั้นผู้เฒ่าจึงค่อยทะยานกายออกไป ไม่อาจเสียเวลาไปสุสานดาวจรัสในยามนี้เสียแล้ว

           ‘เหยาเอ๋อร์มีภัย จงสืบหาร่องรอยนาง’

 

            แสง สว่างจากปลายเทียนเพียงพอที่จะทำให้ผู้อยู่ในห้องมองเห็นสิ่งต่างๆกระจ่าง ชัด ร่างสูงยันกายขึ้นยืน สองเท้าเดินไปยังหน้าต่างห้อง ทอดสายตาคมดุจกระบี่มองจันทร์ฉายกระจ่างบนผืนนภาดำมืด ไม่นึกว่าเขาจะได้มาพักฟื้นในหมู่ตึกเจ็ดดารา หนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่ที่มีแค้นกับเสินซีเช่นนี้ และยิ่งไม่คาดว่าเสวี่ยจะรู้จักกับอู๋หย่งเจี้ยน จนสามารถสั่งให้หัวหน้าสาขาชิงหานเกอสละพลังรักษาพิษในกายเขาด้วยตัวเอง

             ทั้งที่ ไม่จำเป็นต้องอาศัยพลังผู้อื่น เซียวฟงก็สามารถเดินพลังควบคู่กับโอสถหยดอรุณเพื่อขับพิษร้อยแปดได้อยู่แล้ว แต่หากเขาเปิดเผยพลังวิชาอันล้ำเลิศมากเกินไป ไม่แคล้วจะถูกสงสัยก่อนจัดการกิจเสร็จ

            “คุณชายเซียวฟงเจ้าคะ” เสียงถิงถิงร้องเรียกหน้าห้อง ใบหน้าเรียวหันมองก่อนจะเอ่ย

            “มีอันใด”

            “ข้ามีเรื่องจะปรึกษาท่านเจ้าค่ะ” น้ำเสียงเจือความร้อนใจอยู่ไม่น้อย เอ่ยตอบ

            ร่างสูงเดินไปเปิดประตูออกไปพบนาง เห็นร่างน้อยยืนทำหน้ากลัดกลุ้มหน้าห้อง

            “ว่าอย่างไร”

            “อาการท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

            “ดีขึ้นแล้ว” เซียวฟงได้รับการรักษามาสองวัน ตอนนี้พิษในกายถ่ายออกไปจนเกือบหมด ไม่น่ากังวลอันใดอีก

            “ท่านได้ข่าวนายน้อยบ้างหรือไม่ หลายวันแล้วข้าถามท่านฟ่านที่ช่วยสืบหาก็ยังมิทราบความ”

            ถิงถิงถามเช่นนี้ เพราะทราบจากเสวี่ยว่าเซียวฟงมีสหายคอยติดตามสืบข่าวเรื่องเสินซีให้ตลอดเวลา เขาย่อมมีหูตากว้างขวางในยุทธภพ

            “มิทราบได้” เขาเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะกล่าวต่อ

            “ข้าจะเข้านอนแล้ว”

            พลันมือหยาบก็เปิดประตูแล้วกลับเข้าห้อง

            ถิงถิงถึงกับผิดหวัง

            เหตุใดคน ผู้นี้ถึงเย็นชานัก นายน้อยของนางหายไปทั้งคน กลับดูมิเดือดร้อน จริงอยู่ที่ทั้งสองนี้มิได้เป็นสหายสนิท แต่พวกเราก็เดินทางร่วมกันมาแรมเดือน ไฉนความห่วงใยสักนิดก็มิมี

            แท้ จริงเซียวฟงยังไม่ได้เข้านอนตามที่กล่าว ไฉนเขาจะไม่ทราบว่าเสวี่ยถูกพรรคมารพิษบุปผาจับตัวไป ในเมื่อทูตอัคคีได้ลอบเข้ามารายงานเมื่อวานก่อน

            จาก คำของทูตอัคคี คราแรกที่เสวี่ยถูกพาลงไปขังในคุกใต้ดิน ยังมีสภาพครึ่งเป็นครึ่งตาย ทว่าไม่กี่วันต่อมาเสวี่ยกลับไปนั่งพักสุขสบายในห้อง ตามเนื้อตัวก็ไร้ซึ่งรอยบาดแผลราวกับเมื่อหลายวันก่อนเป็นความฝัน  

            นอกจากนี้ทูตอัคคียังกล่าวว่า เสวี่ยยังหยอกเย้ากับศิษย์มารพิษบุปผาราวสนิทสนม นี่มันเป็นเรื่องใดกัน เขาเองก็ยังไม่อาจทราบคำตอบ

 

            หลายวันต่อมา เฟิงเนี่ยะจื่อและเซียวฟงนั่งรับประทานอาหารพร้อมกับชิงหานเกอและฟ่านถังจิ่ง โดยมีถิงถิงและเสี่ยวจูยืนรับใช้

            วันนี้ฟ่านถังจิ่งมีสีหน้าเคร่งเครียดจนทุกคนสังเกตุเห็น

            “ท่านฟ่านเหตุใดจึงทำหน้าเคร่งเครียดนัก” เฟิงเนี่ยจื่อเอ่ยถาม

            “พวกเราต้องปิดร้านซิงสุ่ยชั่วคราว”

            “เหตุใดเล่า” ถิงถิงเอ่ยถามตกใจ

            “พรรค มารพิษบุปผาสืบทราบว่าร้านขายผ้าซิงสุ่ยเป็นที่ส่งข่าวของหมู่ตึกเจ็ดดารา แล้ว พวกมันได้ส่งคนไปถล่มสังหารคนที่ร้านซิงสุ่ยตามสาขาต่างๆ เพื่อกระตุ้นท่านประมุขให้ออกไปเจอพวกมัน แม้ความสามารถของศิษย์พรรคมารมิได้ระแคะระคายผู้คุ้มกันหมู่ตึกทั้งสาม แต่ท่านประมุขก็มิอยากให้ลุกลามจนสาวไปถึงสาขาของหมู่ตึกที่เร้นกายตามที่ ต่างๆ จึงออกคำสั่งปิดร้านทั้งหมด”

            ชิงหานเกอผู้อยู่ในวัยกลางคน มีหนวดเหนือริมฝีปากส่งเสริมความดุดันกล่าวเสริม

            “แย่จริง เช่นนี้นายน้อยจะหาพวกเราเจอได้อย่างไร” ถิงถิงพึมพำ        

            “ท่านชิง ข้าจะออกเดินทางพรุ่งนี้แล้ว ต้องขอบคุณที่ช่วยเหลือ” เซียงฟงเอ่ยโดยที่ทุกคนยังไม่ทันตั้งตัว เขาประสานมือคำนับเพียงนิด ก่อนจะยกจอกเหล้าดื่ม

            “เร็วเช่นนี้หรือ มิรอให้พบสหายท่านก่อนเล่า” ชิงหานเกอย่อมหมายถึงเสวี่ย

            “ข้ามีกิจต้องรีบเดินทางต่อ จึงมิอาจรั้งอยู่ได้นาน”

            “เช่นนั้น ข้าจะให้คนเตรียมม้าให้พวกท่านแล้วกัน”

            ชิงหานเกอเอ่ย แล้วหันไปสั่งกับฟ่านถังจิ่งให้ดูแลเรื่องทั้งหมดให้เรียบร้อย

            “มีเรื่องหนึ่งข้าต้องรบกวนท่าน” เซียวฟงเอ่ย

            “ว่ามาเถิดคุณชาย” บุรุษวัยกลางคนรอฟัง

            “ให้พวกนางอยู่รอสหายที่นี่ได้หรือไม่”

            เฟิงเนี่ยจื่อและถิงถิงมึนตื้อ ไม่คิดว่าเขาจะทิ้งพวกนางเอาง่ายดายปานนี้

            “ได้”

           เมื่อเจ้าบ้านรับปาก เซียวฟงจึงยืดกายขึ้นแล้วขอลากลับห้องพัก ครั้นร่างสูงเดินลับตา มือเรียวก็วางตะเกียบบนโต๊ะ

            “เช่นนั้นข้าต้องขอตัวก่อน”

ไม่ใช่เพียงเฟิงเนี่ยจื่อที่รีบร้อนผละจากโต๊ะอาหาร แต่เป็นถิงถิงและเสี่ยวจูด้วยเช่นกันที่รีบเดินตามเซียวฟงไป

            “สาว งามล้วนติดตามวีรบุรุษ เฮ้อ หนุ่มสาวสมัยนี้น่าวุ่นวายจริง” ฟ่านถังจิ่งเอ่ยอย่างผู้มากประสบการณ์ โดยมีชองหานเกอนั่งดื่มสุราแกล้มอาหาร

 

            “ท่านจะทิ้งข้าหรือ คุณชายเซียวฟง” ร่างระหงวิ่งยืนตัดหน้าเซียวฟงก่อนเข้าจะถึงห้อง ดวงตาทอประกายสั่นไหว

            “ท่านจะทิ้งนายน้อยได้อย่างไร” เป็นถิงถิงที่เข้าไปยืนขวางหน้าเขาเช่นกัน

            ยินคน เอ่ยถึงเสวี่ย พลันความรู้สึกไม่วางใจแต่แรกพบหน้าก็บังเกิดอีก ดวงตาเรียวคมจึงตวัดมองสามอนงค์เบื้องหน้า ปราศจากอารมณ์ใดๆแสดงออก

            “คนที่สัญญาจะพาเจ้าไปคือเสวี่ย มิใช่ข้า” เขาหันบอกเฟิงเนี่ยะจื่อ

ยินถ้อยคำนั้น นางถึงกับต้องก้าวถอยหลังไปอย่างอ่อนแรง ช่างเย็นชาเหลือเกิน

            “ส่วนนายน้อยของเจ้าก็คงมิกลับมาแล้ว เจ้าจงหาลู่ทางในอนาคตเอาเถิด”

            “ท่านพูดว่ากระไร นายน้อยจะมิกลับมาได้อย่างไร เกิดอันใดกับนายน้อยของข้า”

            “ข้าหามีหน้าที่รับผิดชอบชีวิตพวกเจ้า จงไปเสีย” เขาเอ่ยไล่อย่างเย็นชา แล้วก้าวเดินทิ้งห่าง

            “...แล้งน้ำใจ ท่านแล้งน้ำใจเกินไปแล้ว” ถิงถิงร้องตะโกนไล่หลัง

            นายน้อย ของนางอุตส่าห์ล่อนางมารพวกนั้นจนป่านนี้ยังไม่รู้ชะตา เขาก็มาทิ้งพวกนางและนายน้อยเสียตอนนี้ นางมองคนผิดจริงๆนายน้อยไม่สมควรช่วยเขา ไม่สมควรขอร้องเขาแต่แรก

            หลัง อาหารเช้า บรรยากาศกระอักกระอ่วนพลันบังเกิดกับสหายของหมู่ตึกเจ็ดดาราที่พำนักอยู่ ฟ่านถังจิ่งและชิงหานเกอไม่ทราบความสัมพันธ์อันสับสนของอาคันตุกะของประมุข เท่าใด แต่เพียงคำว่า ‘จะจากไป’ ออกจากปากของเซียวฟง สตรีสามนางถึงกับนั่งไม่ติด ร้อนรนหนักหนา

            ฟ่านถังจิ่งเห็นเฟิงเนี่ยจื่อสตรีบอบบางน่าทะนุถนอมทำหน้าเศร้า สาวใช้อีกสองนางที่หนึ่งร้อนรน หนึ่งทุกข์ใจ นั่งแยกกันคนละมุมในศาลาหลังน้อย ก็กล่าวว่า

            “เราควรลองคุยกับคุณชายเซียวฟงดีหรือไม่” ฟ่านถังจิ่งถามบุคคลที่ยืนอยู่ข้างๆ

           “แท้จริงมิควรยุ่ง แต่พวกนางก็ล้วนเป็นสหายของคุณชายเสวี่ย...สหายของท่านประมุข เห็นพวกนางทุกข์ใจแล้วก็อดสงสารมิได้” ฟ่านถังจิ่งเอ่ยลอบเคียงกับหัวหน้าสาขา

            “คนผู้นั้นน่าจับตาดูอยู่” ชิงหานเกอเอ่ย ยังความแปลกใจแก่ฟ่านถังจิ่ง

            “ท่านหมายความว่ากระไร”

            “ตอนที่ข้าช่วยรักษาเขา จับได้ถึงพลังลมปรานแปรผันน่าประหลาดไหลเวียนภายในกาย เซียวฟงย่อมมิใช่ชาวยุทธ์ทั่วไปแน่”

            ฟ่านถังจิ่งขมวดคิ้วครุ่นคิดตาม หัวหน้าสาขาจึงเอ่ยต่อ

            “เช่นนั้นเห็นทีข้าควรจะไปดูเขาเสียหน่อยว่า ไฉนเขาจึงรีบออกเดินทางมิรอสหายของเขากันแน่”

            ชิงหานเกอเคลื่อนกายเดินไปยังเรือนรับรอง ศิษย์หมู่ตึกเจ็ดดาราที่เดินผ่านต่างหยุดทำความเคารพ แล้วหลีกทางเขาเดิน

            หัวหน้าสาขาชิงหยุดยืนหน้าห้องของเซียวฟง แล้วร้องเรียก

            “คุณชายเซียวฟง”

            เขา ลองเรียกอีกสองสามครั้งทว่ายังคงไร้เสียงตอบ จึงถือวิสาสะเปิดเข้าไป เห็นไร้เงาผู้พำนักก็หมุนกายเตรียมก้าวออก ทว่าเห่อผ้าบนเตียงถูกผูกเตรียมไว้เรียบร้อยนั้นสะดุดตา ราวกับเจ้าของห้องได้วางแผนการเดินทางไว้ล่วงหน้านานแล้ว บุรุษวัยกลางคนจึงมองซ้ายขวาก่อนปิดประตูห้อง

            มือหยาบ ใหญ่เอื้อมแกะห่อผ้าของนั่นออก ค่อยๆคลี่แต่ละส่วนของเนื้อผ้าออกทีละชั้น แต่แล้วคิ้วหนาดกดำของชิงหานเกอกลับย่นชนชิด มือเขาคลำพบของสิ่งหนึ่ง ซึ่งไม่คาดว่าจะพบเจอที่นี่

            มีดซัดเล่มหนึ่งสลักอักษรเฉกเดียวกับเสียงเล่าขาน เฉกเดียวกับที่ยุทธภพสะพรึง

            มือหนารีบเก็บมีดซัดเอาไว้ในแขนเสื้อ แล้วรวบผูกห่อผ้าไว้ดังเดิม

            “ท่านทำอันใด” เสียงห้าวเข้มสะกิดให้ชิงหานเกอหมุนกายมอง

            “มาแล้วรึ”

            ผู้สูงวัยกว่าล้วงหยิบมีดซัดชูต่อหน้า แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกดดัน

            “มีดซัดนี่ของเจ้ากระมัง”

            เซียวฟงหรี่ดวงตาคมกริบใบหน้าขมวดขึง

            คนผู้นี้จงใจจะเล่นงานเขาแต่แรกมิผิด

            “อย่าคิดจะหนีข้าได้ เสินซี”

            ชิงหานเกอร้องบอก พลันฝ่ามือก็จู่โจมออกรวดเร็วเท่าความคิด

            เซียวฟงหลบหมุนกายออกจากห้องอันคับแคบ ชิงหานเกอก็ทะยานกายตามออกมายังลานกว้าง แล้วร่างท่าส่งสองสามฝ่ามือตามติด ทว่าเซียวฟงตวัดด้วยลำแขนกระแทกท่อนแขนฝ่ายตรงข้าม แล้วมือก็เลื่อนจับแขนอีกฝ่ายกระชากเข้าใกล้ เพื่อซัดฝ่ามือหนึ่งออกไปอย่างแรง

            ชิงหาน เกอถลาออกสามก้าวก็ทุ่มพลังสะบัดมือออก เคลื่อนปรานภายในก่อเป็นพลังสะสมจากกลางอก สู่ฝ่ามือแล้วผลักออก เซียวฟงกลับย่อตัววาดขากวาดพื้น แล้วตวัดหมุนกายร่ายเพลงเตะสวนกลับชิงกานเกอต่อเนื่อง

            แม้หัว หน้าสาขาผู้มากประสบการ์ณจนผวนตัวหลบได้พริ้วอ่อน แต่กลับช้ากว่าท่วงท่าสุดท้าย บาทาหนักหน่วงของเซียวฟงจึงกระทบร่างเต็มที่ จนชิงกานเหอต้องตัวงอ เลือดซึมไหลออกมุมปาก

            เสียง การต่อสู้ของทั้งคู่ ยังให้คนในสำนักวิ่งออกมาดูพร้อมอาวุธครบในมือคาดว่าจะพบผู้บุกรุก แต่กลับเห็นหัวหน้าสาขาต่อสู้กับแขกของประมุขก็ตกใจยิ่ง ทั้งเฟิงเนี่ยะจื่อ เสี่ยวจูและถิงถิงเห็นเหตุการ์ณก็ยิ่งตระหนก

            “เกิดอันใดขึ้นท่านชิง” ฟ่านถังจิ่งเอ่ยถามงงงวย

            ชิงหานเกอหาจังหวะหลบเพลงเตะรวดเร็วของศัตรูได้ ก็ร้องบอก

            “มันคือเสินซี เจ้าวังเหยียบเมฆา ยังมิช่วยข้าจับกุมมันอีก”

            “อย่างไรนะ” เสียงร้องแปลกใจ ระคนตระหนกของผู้ห้อมล้อม

            หากสติ ของฟ่านถังจิ่งรั้งกลับมาได้ก่อนใคร จึงถลากายพุ่งตัวเข้าช่วยชิงหานเกอประมืออย่างว่องไว ศิษย์สำนักที่เหลือจึงเข้ารุมเร้าเซียวฟงให้หนักเข้าอีก

            สตรีสามนางที่ยืนดูภาพการ์ณวุ่นวายรุนแรง ต่างต้องหลบไปยังมุมปลอดภัย มีเพียงถิงถิงที่มึนงงสับสนยิ่งนัก

            อย่างไรกัน โจรชั่วช้าที่สังหารคนฝ่ายธรรมะเป็นว่าเล่นก็คือ เซียวฟง

            “ข้ามิใช่เสินซีที่ก่อการต่ำช้านั่น” เซียวฟงร้องบอก หากชิงหานเกอหาฟังไม่

            “มีดซัดไร้ร่องรอยใช้งานนี่เป็นของเสินซี เจ้ามีไว้กับตัวเช่นนี้อย่ามาปดให้มากความ จงยอมรับกรรมที่เจ้าก่อไว้เสีย”

            ชิง กานเกอโถมพลังเข้าใส่พร้อมกับถังฟ่านจิ่งที่กระโดดพริ้วกายขึ้นสูง แล้วยืดแขนปล่อยพลังฝ่ามือหนึ่งพุ่งจากเหนือศีรษะของเซียวฟง ทางหนึ่งก็ต้องต่อสู้กับชิงหานเกอและศิษย์แห่งหมู่ตึกนับสิบที่รายล้อม ฝ่ามือหนึ่งของเซียวฟงจึงส่งสูงปะทะกับฟ่านถังจิ่งที่ซัดมาจากเบื้องบน เป็นพลังหนักแน่นต่างกับสังขารภายนอกอันชราของฟ่านถังจิ่งนัก

            เซียว ฟงขับดันพลังภายในกายอันพิสดาร เคลื่อนส่งฝ่ามือที่รับกับฟ่านถังจิ่งรุนแรงหมายปลดพันธะต่อสู้นี้ออก ทว่าชิงหานเกอเห็นช่วงว่างจึงบุกทะลวงสลับเยื้องย่างซ้ายขวาให้ฉงน แล้วตวัดมือกลับให้พลังส่งใส่หลังมือหมายกระแทกร่างของเซียวฟง แต่เมื่อร่างสูงเห็นดังนั้นก็แปรสีหน้าเป็นดุดัน ซัดหนึ่งสายพลังในคราเดียว

            ร่างของ ฟ่านถังจิ่นที่อยู่เหนือศีรษะก็ลอยละลิ่วไปไกลตกกระแทกพื้น เมื่อนั้นเซียวฟงจึงคลายแขนออกวาดฝ่ามือรับกับพลังของชิงกานเกอทั้งสองมือ ได้ทันท่วงที

            “เยี่ยมยุทธ” ชิงกานเกอเอ่ยชม

            เมื่อ ครู่เห็นได้ชัดว่าเขากำลังได้เปรียบอยู่ แต่คนผู้นี้กลับจัดสรรพลังและท่วงท่าจู่โจมศัตรูได้งดงามรวดเร็วยิ่ง ไม่คิดว่าคนหนุ่มเช่นนี้จะมีทักษะและพลังยุทธยอดเยี่ยมเทียบเท่าเขาได้ หากเซียวฟงได้รับการถ่ายทอดพลังจากยอดยุทธอีก คงไม่แคล้วเป็นหนึ่งในยุทธภพไร้ต้าน

            ดวงตาคมของเซียวฟงฉายแววโหดเหี้ยม

           นี่หรือ มิใช่แผนตบตาของเสวี่ยกับมารพิษบุปผาแต่แรก คนผู้นั้นคงระแคะระคายอยู่ก่อนแล้วว่าเขาซ่อนเร้นพลังยุทธไว้ จึงได้ส่งเขามาให้หมู่ตึกเจ็ดดารารักษา เมื่อยามรักษาย่อมจับได้ถึงพลังปราณของเขา ซึ่งก่อความหวาดระแวงแก่หมู่ตึกเจ็ดดารา จากนั้นเขาก็จะกลายเป็นเป้าหมายของชาวยุทธ์   

             ในขณะที่การต่อสู้จะถึงจุดแตกหัก เซียวฟงก็ตระหนักถึงเหตการณ์ประจวบเหมาะทั้งหลาย ยิ่งเจ็บใจ แม้กระนั้นมุมปากกลับยกยิ้มแวบหนึ่ง

             ขอดูแผนการของมันหน่อยเป็นไร

             เซียว ฟงดึงพลังกลับ ยังให้ร่างของเขากระเด็นด้วยพลังฝ่ามือร้ายกาจของชิงหานเกอ แล้วกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ เมื่อภายในบอบช้ำโลหิตจึงทะลักออกจากปาก

            ชิงหานเกอไม่ปล่อยโอกาสหลุดลอย ตบเท้าทะยานกายไปหยุดตรงหน้าร่างที่นอนทรุดกับพื้น แล้วสกัดจุดโดยทันที

            “หึ มิเลว แต่ข้าคงต้องเชิญเจ้าวังเหยียบเมฆาอยู่รอประมุขของเราที่นี่แล้ว” ว่าจบก็บีบปากเซียวฟงให้รับประทานยาเม็ดหนึ่งเข้าไป

            “เจ้ารับประทานยาสลายพลังเข้าไปแล้ว อย่าคิดจะหนีจากเงื้อมมือของข้าได้”

            “เอาตัวมันไปขัง” ชิงหานเกอเอ่ยเสียงเฉียบขาด

             ดวงตาคมกริบตวัดสบมองบุคคลที่ยืนค้ำศีรษะ ทั้งไม่เกรงกลัว และยังแฝงแววหยามเหยียด ที่แท้ฝ่ายธรรมะอย่างก็ใช้พิษไม่ต่างกับอธรรม

            ร่างของเซียวฟงถูกลากออกไป บัดนั้นสายตาของชิงหานเกอก็ตวัดมองสามอนงค์ที่หลบยืนอยู่ พวกนางล้วนต้องถูกสอบสวนให้กระจ่างสิ้น

           

            กระเบื้อง หลังคาสูงสีแดงส้มเข้มสะท้อนแดดจ้าแสบตา บนทางเดินหินขาวอันมีเสาแกะสลักลวดลายวิจิตร ในที่นั้นมีเพียงร่างสูงใหญ่หนึ่งที่เพิ่งกลับจากการเดินทางยืนโดดเด่น มือหนึ่งไพล่หลัง มือหนึ่งถือบุปผาสีเหลืองสดใสหมุนไปมาขณะใช้ความคิด

            กระแสลม เอื่อยจางพัดผ่าน ใบหน้าคมคายจึงเบือนหน้าแล้วผิวปากเป็นท่วงทำนองหนึ่งสั้นๆ พลันวิหคขาวก็กระพือปีกร่อน เขายื่นมือยกขึ้นให้กงเล็บสองขาของพิราบเกาะเกี่ยวแน่น มือหนึ่งก็แกะกระดาษที่สอดใส่ห่วงเหล็กที่ขาของนกพิราบออกอย่างคล่องแคล่ว แล้วจึงสลัดมือเพียงเล็กน้อย พิราบขาวแสนรู้ก็โบยบินจากไปอย่างว่าง่าย

            ‘เจ็ดสำนักใหญ่ส่งข่าว ‘จับตัวเสินซีได้’ เมื่อถึงเวลาข้าจะมารับของ’

            ริมฝีปากบางเฉียบคลายยิ้มอันล้ำลึก ความคิดอันแยบคายในแผนการกำลังพวยพุ่ง ชาวยุทธ์ทั้งหลายจะชำระแค้นของเขาเสียให้สิ้นในเร็ววันแล้ว

             พลันมือหนาก็จุดไฟเผากระดาษชิ้นน้อยในมือ กระทั่งเศษเถ้าปลิดปลิวไปกับสายลม

 

edit @ 12 Sep 2012 10:55:18 by Fenghuang

 
จองหนังสือชุด จอมนางลิขิตสวรรค์ ได้แล้วค่ะ
ขยายเวลาจองถึง 30 กันยายนนี้
 
รายละเอียดติดตาม : http://phenghuang.exteen.com/20120816/entry
 
 
*********************
 

             ภายใน ห้องพักหนึ่ง ชิงหานเกอหัวหน้าสาขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ด้านหลังของเซียวฟง เขาใช้ดัชนีสะกัดจุดบนร่างเบื้องหน้าเพื่อยั้งพิษให้เซียวฟงสะอึกคราหนึ่ง ก่อนร่างท่าประสานเคลื่อนพลังลมปราณสู่ฝ่ามือแล้วถ่ายผ่านสู่แผ่นหลังอีก ฝ่าย บังเกิดพลังสายหนึ่งไหลเวียนในร่าง

             ชิงหานเก อเพ่งสมาธิจดจ่อ เหงื่อซึมประปรายตามไรผมและหน้าผาก เมื่อเวลาผ่านเนิ่นนานเข้าก็รู้สึกแปลกใจ พลังโคจรที่ส่งเข้าไปรักษาเซียวฟงดูราวกำลังถูกพลังปราณสองสายประกบคอยเกื้อ หนุน เพื่อสลายพิษให้รวดเร็วขึ้น

            ชิงหายเกอตวัดมือกลับ ผ่อนลมปราณของตนทีละน้อย ค่อยพยุงร่างของเซียวฟงนอนพัก

             ดวงตาผู้อาวุโสมองบุรุษตรงหน้าอย่างสงสัย

            “หาก เป็นคนทั่วไป อย่างน้อยข้าต้องใช้เวลาถึงสี่ชั่วยามขับพิษ แต่นี่มิถึงสองชั่วยามดีก็สามารถสลายพิษแมงมุมนั่นได้แล้ว เจ้าคงเป็นยอดยุทธ์ผู้หนึ่ง”

            แม้ ว่าพิษในร่างจะสลายได้มากแล้ว แต่อาการบาดเจ็บภายในยังต้องอาศัยเวลา ชิงหานเกอจึงเดินออกไปจัดการเรื่องการรักษาและแจ้งอาการต่อถิงถิง

            ครั้น เฟิงเนี่ยจื่อและเสี่ยวจูฟื้นจากพิษสลายพลัง เฟิงเนี่ยะจื่อจึงค่อยระลึกได้ เขียนจดหมายอธิบายเรื่องราวถึงบิดา ให้ถอนประกาศจับกับทางการเสีย

 

             แสงสว่าง เลือนลางจากคบไฟที่เสียบข้างกำแพง สะท้อนให้เห็นกำแพงหินชื้นแฉะ ดำสกปรกซึ่งปกคลุมด้วยตะไคร่เขียวครึ้ม เสียงครูดคราดตามพื้น ราวมีบางสิ่งถูกลากขูดนั้นดังยาวนานสักพัก จึงสลับด้วยเสียงดั่งเหล็กกระทบกันหนึ่งที เป็นเช่นนี้ราวกับไม่มีที่จบสิ้น กลิ่นเหม็นฉุนจากการหมักหมมลอยกระทบจมูก

             ร่างใหญ่ ทั้งสองยกร่างหนึ่งลอยขึ้น กางแขนทั้งสองข้างแยกพันธนาการกับหลักไม้ด้วยโซ่เหล็กขนาดใหญ่ ลำตัวก็ถูกรัดรึงด้วยโซ่เหล็กเปรอะรอยเลือดและเศษเนื้อแห้งกรัง

            ร่าง ระหงทั้งสี่มองตัวก่อกวนที่อยู่ในอุ้งมือ แล้วยิ้มดุจมีสิ่งใดน่าสนุก ปลายนิ้วกลมกลึงแตะเชยคางมนของคนตรงหน้าเชิดขึ้น เพ่งพิจารณา

            “อืม” นิ้วเรียวจับคางของเสวี่ยให้หันไปซ้ายขวาเพื่อดูอย่างละเอียด

            “แม้มิหล่อเหลาเท่าบุรุษผู้นั้น แต่ก็หาได้อัปลักษณ์เท่าใดนะน้องสาม” เสียงกังวานใสของศิษย์เอกลำดับสองของพรรคนามเอ้อหัวเอ่ย

             พลันร่างบอบบางในชุดแดงเพลิงสีเดียวกันก็เยื้องกรายเข้ามาใกล้ นางเหลือบมองเสวี่ยก่อนกระชากเสียงกล่าว

            “ท่านจะนำตัวไปให้ประมุขดูหรือ หากท่านพอใจเรามิต้องเสียของเล่นยามว่างหรือไร”

            เมื่อศิษย์ลำดับสามกล่าวจบเสียงหัวเราะคิกจึงดังขึ้น สตรีร่างน้อยยกชายแขนเสื้อบางป้องปาก

            “โอ้ พี่ซ่านหัว ท่านถูกใจมันหรอกหรือ” ว่าพลางใช้หางตามองศีรษะจรดเท้าของเชลยที่ถูกล่ามไว้

            “วรยุทธ์รึก็อ่อนด้อย ท่านจะชายตาแลมันไปไย”

            ร่างน้อยเอ่ยวาจาดูแคลน วาจาเช่นนี้ย่อมเป็นของซื่อหัว

            “เจ้า” ซ่านหัวกัดฟันกรอด ศิษย์น้องผู้นี้มักดูถูกนาง กลั่นแกล้งให้นางอับอาย

            “พอได้แล้ว” เอ้อร์หัวเอ่ยปราม

“นำ ตัวไปให้ประมุขดูแล้วอย่างไร คิดหรือประมุขจะสนใจมัน ในเมื่อข้างกายท่านมีคุณชายผู้นั้นอิงแอบอยู่ทุกคืนวัน ประมุขลุ่มหลงเขาเพียงนี้ ของเล่นของเรามีหรือจะอยู่ในสายตา”

            “เช่นนั้นจงให้มันลิ้มรสที่หลอกพวกเราเสียก่อน”

             ดวงหน้า เย็นชาของศิษย์เอกลำดับที่ห้านามลู่หัว เหยียดยิ้มเย็นเยียบให้ผู้พบเห็นเย็บวาบทั่วสรรพางศ์ นางคือผู้ใช้กงเล็บหวังสังหารเสวี่ยในคราวที่ต่อสู้กันก่อนหน้า  

             มือบาง ปลดแส้หนังที่ห้อยไว้แทนสายคาดเอวออก ข้อมือนั้นสะบัดให้ปลายแส้เหินในอากาศวาดเป็นวง แล้วรั้งกลับ ฟาดพื้น ...เพี๊ยะ เพี๊ยะ... ทดลองจนน้ำหนักมือได้ที่ สตรีผู้คงเรือนร่างสะโอดสะองน่าทะนุถนอมผู้นี้ก็เหวี่ยงแรงจากข้อมือ ส่งปลายแส้ฟาดกระทบผืนอาภรณ์คลุมกาย ส่งแรงบาดยังผิวกายเชลยตรงหน้า

            รอยหนึ่งฟาดฝากยังไม่อาจเห็นรอยเลือดด้วยเสวี่ยสวมอาภรณ์หนา แส้ที่สองก็ตามมา

            เสวี่ยก ระตุกสะดุ้งแต่ไม่ทันที่สติจะฟื้นคืนเต็มที่ ความเจ็บแปลบบาดลึกยิ่งทวีคูณ ด้วยลู่หัวไม่รีรอลงแส้อย่างต่อเนื่อง ส่งพลังสะบัดให้ขอบแส้แหวกผ่านอากาศดังวืด

            เสวี่ยถึงกับต้องร้อง หลังสัมผัสความเจ็บปวดสติพลันกลับคืน นางเม้มริมฝีปากกลั้นใจจนห้อเลือด พยายามที่จะไม่ร้องอ้อนวอน

             ด้วยความ ชำนาญในการใช้แส้ รอยฟาดฝากบนกายหาได้ทำให้เกิดรอยปริบนผืนผ้าอาภรณ์แม้แต่น้อย ทว่าพลังนั้นทะลุผ่าน กรีดเฉือนผิวภายในจนแตกเยิน ยังให้โลหิตค่อยๆซึมทีละน้อยๆ ผ่านเนื้อผ้าแต่ละชั้น

            “หยุดมือเสียน้องห้า หากเจ้าเฆี่ยนต่อเกรงว่าเวลาให้มันปรนนิบัติพวกเรา ตามตัวคงมีแต่รอยแผลน่าเกลียด แล้วเจ้ายังจะพึงใจมันอีกหรือ” เอ้อร์หัวกล่าวเสียงเข้ม

             ลู่หัว ยินดังนั้นจึงตวัดข้อมือสะบัดรั้งแส้กลับ แววตาเผยประกายจรัสเมื่อได้ลงทัณฑ์ร่างในภูษาขาวตรงหน้า แม้จะกระหายความเจ็บปวดของเชลยแต่ก็ยังเสียดายผิวขาวใสของมันอยู่

            เอ้อร์หัวผินหน้ามองผู้คุมที่ลากร่างของเสวี่ยเข้ามาในคุกมืดนี่

            “เฝ้ามันเอาไว้ให้ดี เมื่อถึงเวลาข้าจะพามันไปพบท่านประมุข”

            “ข้าน้อยทราบแล้ว” ร่างใหญ่ทั้งสองก้มหัวคำนับ

 

            บน ชั้นเขาหน้าผาหนึ่งยื่นออกรับอากาศบริสุทธิ์ ไอเย็นเลาะเลียบแก่นศิลา ศาลาหลังใหญ่หนึ่งตั้งตระหง่าน แวดล้อมด้วยต้นดอกโบตั๋นสีชมพูอ่อนหวาน ห้วงบรรยากาศอันตระการนี้เป็นของสตรีดวงหน้าคมเปี่ยมเสน่ห์ ผู้กำลังเคลิบเคลิ้มในอ้อมกอดของบุรุษคนรัก

           นางช้อน ตามองบุรุษร่างสูงโปร่งเพียบพร้อมด้วยบุคคลิกงามสง่าทรงอำนาจ สวมหน้ากากบดใบดวงหน้าอันหล่อเหลาซึ่งมีเพียงนางเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้ยล ร่างอรชรซึ่งแสวงหาจะครอบครองหยกน้ำหนึ่งในปฐพีมาตลอด บัดนี้หยกนั้นอยู่ในมือนางแล้ว

            แม้กระนั้นดวงตาเรียวของบุรุษผู้นี้ กลับทอดมองเวิ้งอากาศ ราวครุ่นคิดสิ่งใดอยู่

            “คิดสิ่งใดอยู่ มังกรผงาด” นางเอ่ยถาม

            ศีรษะของผู้ถูกเรียกมังกรผงาด จึงก้มมองสตรีในอ้อมแขน

            “ข้าคิดถึงอนาคต”

            เจ้าของดวงหน้างดงามบิดกายหมุนออกจากวงแขนกำยำ นางเงยหน้ามองอีกฝ่ายราวไม่เข้าใจ

            “อนาคตของท่านไยมิใช่ข้า ชิงเหมยฮัวประมุขพรรคมารพิษบุปผา” น้ำเสียงเง้างอนหากแฝงความรู้สึกกดดันอีกฝ่ายเอ่ย

             บัดนั้นดวงตาที่แวววับราวลูกแก้วของมังกรผงาด ก็แปรเป็นกร้าวแข็ง

            “เจ้าเป็นถึงประมุขพรรคมารที่ยุทธภพต่างเกรงกลัว ข้าเป็นเพียงคนไร้ชื่อเสียงในยุทธภพ มีหรือจะคู่ควรกับเจ้า” เสียงนุ่มเอ่ยด้วยกระแสน้อยเนื้อต่ำใจ

            “ใครกล้าว่าเช่นนั้น ข้าจะฆ่ามัน” นางหยุดเพียงครู่ แล้วเลิกคิ้วโก่งเรียว

           “ด้วยภูมิกำเนิดเพียงนี้ของท่านยังมิพึงใจ หรือท่านปรารถนาตำแหน่งจ้าวยุทธภพ”

            “เจ้ายุทธภพ หึ มีอันใดน่าสนใจกัน ข้าหมายให้ใต้หล้ายินนนามข้าต้องศิโรราบ นั่นจึงคู่ควรกับเจ้า ทว่า...”

            “อันใดเล่ามังกรผงาด ท่านก็ทราบว่าข้าสามารถให้ท่านได้ทุกอย่าง”

             ชิงเหม ยฮัวไม่อยากให้คนรักคิดมาก ฝ่ามือบางจึงลูบไล้แผ่นอกตึงแน่นของอีกฝ่ายอย่างเล้าโลม พรรคมารพิษบุปผาคือ หนึ่งในสามมารแห่งยุค นับแต่พรรคดาวจรัสได้ดับแสงเมื่อหกปีก่อน เวลานี้จึงเหลือเพียงมารพิษบุปผา และหอมารอเวจีที่ยิ่งใหญ่ในสายอธรรม หากนางเคลื่อนไหวจริง มีหรือยุทธภพจะไม่สะเทือน

             ระหว่างที่เรียวนิ้วกลมกลึงเรี่ยไล้ร่างอีกฝ่าย มือหนาของคนรักกลับปลดมือนางออกจากกาย

            “ถ่ายทอดวิชาฝ่ามือสลายธาตุทะลวงใจให้ข้า” มังกรผงาดเอ่ย พลางจ้องมองในดวงตาคู่คมตรงหน้าอย่างจริงจัง

             ทว่านางกลับเบือนหน้าหนี ผละออกจากเรือนกายที่นางโหยหาทุกค่ำคืน บรรยากาศหวานถูกชะล้างออก

            “ลืมเสียเถิด วิชานี้มีเพียงประมุขจึงจะฝึกได้ แม้ข้าจะรักท่าน ตามใจท่าน แต่กฏของปรมาจาร์ยต้องยึดมั่น”

            ฝ่ามือ สลายธาตุทะลวงใจอันร้ายกาจ แม้ศัตรูถูกฝ่ามือเดียวก็ยากจะรั้งชีวิตไว้ได้ ต่อให้หมอเทวดาก็ไม่มีทางยื้อไว้ ทว่าการฝึกวิชานี้ยังมีข้อจำกัดอันสาหัส นางไม่ต้องการให้คนรักต้องทรมานชั่วชีวิต

            ชิง เหมยฮัวแม้ปฏิเสธ แต่ก็เกรงอีกฝ่ายจะเสียใจจึงช้อนตามองเขา แต่กลับได้ยินเสียงทุ้มหัวเราะก้อง สองมือหนาไพล่หลัง อารมณ์ที่เปลี่ยนรวดเร็วของคนรักทำให้ชิงเหมยฮัวไม่วางใจ

            “ประมุข...สมเป็นประมุขพรรคมารจริงๆ” คำพูดของเขาทำให้นางฉงน

             ร่างสูงจึงโน้มตัวเอ่ยกระซิบข้างหูนาง

            “มิต้องกังวล ข้ายังมิต้องการวิชานั่น เพียงแค่เห็นเจ้าทำท่าทางขึงขังได้น่าหลงใหลเพียงนี้ ข้าก็อดนึกถึงราตรีนี้มิไหวแล้ว” เสียงพร่าข้างใบหูกอปรด้วยถ้อยคำวาบหวาม แม้เป็นนางมารใจเหี้ยมก็ยังไม่อาจแข็งขืน ดวงหน้างามจึงระเรื่อสีแดงปลั่งดุจดอกเฉียนเว่ย (กุหลาบ)

 

            รอย โลหิตและคราบสกปรกเปรอะเปื้อนเนื้อตัว ผมดำขลับที่เคยรวบตึงกลางศีรษะหลุดรุ่ยเกลื่ยข้างแก้ม หลังจากถูกลู่หัวเฆี่ยนด้วยแส้ในวันแรกที่ถูกจับขัง นี่เป็นวันที่สามแล้วที่เสวี่ยลืมตามองเห็นเพียงความมืด หากไม่มีนางมารผู้ใดคิดลงมาเล่นสนุกด้วยการทรมาน นางก็ไม่มีวันได้เห็นแสงคบไฟ

            เสวี่ยไม่ได้ถูกโยนให้อยู่ในห้องขังเหมือนนักโทษอื่น แต่อยู่ในห้องลงทัณฑ์

             ลู่หัว แอบหลบศิษย์พี่มาหาเสวี่ยเพื่อทรมานนางด้วยแส้ทุกวัน ดวงตานางมารน้อยวาวโรจน์ดุจได้เล่นสนุกเมื่อยินเสียงร้องของเสวี่ย หากวันนี้นางกลับไม่หยิบจับอาวุธ

            สตรีร่างบางสาวเท้าเข้ามาใกล้พร้อมเสียงหัวเราะใส เสวี่ยใช้ดวงตาพร่าคลี่มองอย่างยากเย็น

            “วันนี้ข้าจะมิลงแส้เจ้าแล้ว” ลู่หัวเอ่ย แต่ด้วยเสียงหัวเราะของนางทำให้เสวี่ยรู้สึกว่ามีบางสิ่งซ่อนเร้น

            “ข้าจะให้เจ้าเล่นกับสัตว์เลี้ยงของข้า”

            ครั้นพูดจบมือเล็กก็ล้วงบางสิ่งจากแขนเสื้อ

             เสวี่ย เบิ่งตาโต สัตว์หลายสีสลับเลื่อมตัวอ้วนเท่าครึ่งแขน ขยับขานับร้อยขยุกขยิกน่าขยะแขยงยิ่ง ตะขาบยักษ์ไต่จากแขนลู่หัวราวรู้ใจ นางยื่นมือที่หน้าเสวี่ยพลันตะขาบพิษก็ไต่สู่ใบหน้านวล

            “เอามันออกไป”

            ทว่าอีกฝ่ายกลับหัวเราะร่าอย่างชอบใจ

            “พอได้แล้ว ลู่หัว” เสียงหนึ่งสั่งห้าม

            พลันสตรีในชุดแดงอีกสี่นางจึงปรากฏกาย ผู้คุมร่างใหญ่กำยำสองนายจึงหลบเข้าด้านข้าง

            “เอาตะขาบสีรุ้งกลับมาเสีย” อี้หัวผู้ซึ่งอาวุโสสุดเอ่ย

            ลู่หัวแค่นเสียงอย่างไม่พึงใจ ยื่นมือและผิวปากเบาๆ บัดนั้นขายั้วเยี้ยนับร้อยก็ไต่ออกจากใบหน้าเสวี่ยกลับสู่มือของนาง

            “ปล่อยตัวนักโทษ” อี้หัวสั่ง

           ผู้คุม ทั้งสองก็ไปปลดโซ่ตรวนที่พันแขนและตัวของเสวี่ยออก เมื่อโซ่ที่คล้องแขนทั้งสองหลุดออก ร่างเล็กก็ทิ้งตัวหล่นพื้นแฉะสกปรกอย่างไร้แรงขัดขืน

            “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านจะปล่อยมันรึ”

             ลู่หัวเอ่ย นางยังไม่หายแค้น สหายมันซัดฝ่ามือใส่นางจนบาดเจ็บ สมควรต้องชดใช้

            “เอาตัวมันตามข้ามา”

            อี้หัวกล่าวแล้วเดินนำออกไป

            ผู้คุมทั้งสองจึงเข้าประคองเสวี่ยคนละข้าง แล้วลากตัวตามร่างระหงในอาภรณ์แดงสด

            “สงสัยหรือ” ซือหัวเหลือบมองศิษย์น้องเล็กที่ทำท่าขุ่นเคือง

            “ศิษย์พี่ใหญ่จะพามันไปให้ประมุขดูตัว”

            เมื่อ ได้ยินดังว่า ลู่หัวจึงเบือนหน้ามองซ่านหัวศิษย์พี่สามที่ดูจะพึงใจเชลยนี้อยู่กลายๆ เมื่อเห็นผู้พี่ทำหน้าเรียบเฉยก็ทราบได้ว่านางกำลังไม่พอใจ

            “มิ ต้องห่วงพี่ซ่านหัว สภาพมันน่าเกลียดเพียงนี้แล้วท่านประมุขหรือจะชายตามองมัน ข้าเองก็เบื่อมันแล้วด้วย อย่างไรจะให้ท่านได้มันไว้รับใช้ดีหรือไม่” นางกล่าวจบก็กลั้วหัวเราะ

            ซ่านหัวได้ฟังก็เพียงเก็บความไม่พอใจไว้

            ลู่หัวชอบกลั่นแกล้งนาง ยั่วยุให้นางโกรธเป็นนิจ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดที่นางต้องใจศิษย์น้องเล็กมักเข้าแย่งชิง

 

            สอง ขาไร้แรง ลำตัวเจ็บแสบ แรงหิ้วดึงจากสองแขนยิ่งรั้งให้บาดแผลบนลำตัวยิ่งฉีกขาดจนต้องกัดฟันข่ม เสียงร้อง เปลือกตาหรี่จบแทบปิด พลันสบกับแสงตะวันเจิดจ้าภายนอกคุกหิน

            ที่นี่ยังมีแสงสว่าง หาใช่นรกอเวจีหรอกหรือ 

           เสวี่ย ได้สูดกลิ่นอากาศสดชื่นก็ค่อยให้สติแจ่มใสเล็กน้อย แลบนทางเดินก็เห็นว่าปูด้วยหินเรียบ สองข้างทางเต็มด้วยต้นไม้ดอกงามตา โฉมสะคราญทั้งห้าที่อยู่เบื้องหน้าหากมองผิวเผินก็ดุจเทพธิดาสวรรค์ นี่คือสถานที่แห่งเดียวกันจริงหรือ

            เสียงแครก คราก... และฝีเท้าหลายคู่เดินเข้าสู่สถานที่อันโปรดปรานของนางพญาแห่งพรรคมารและคนรัก  ทั้ง สองต่างถ่ายทอดความรักด้วยสัมผัส และวจีหวานกำซ่านทุกคืนวัน จนไม่อาจแยกทั้งคู่ออกจากกันแม้ครู่เดียว เสียงรบกวนดังกล่าวจึงทำให้ดวงหน้าคมงามตวัดมองอย่างกริ้วโกรธ

            “คารวะซือฝุ” ห้าดรุณก้มหัวประสานมือคำนับต่ำ

            “พวกเจ้ากล้าขัดคำสั่ง มารบกวนข้ากับมังกรผงาดรึ” เสียงหวานตวาดกร้าวทำให้ผู้ฟังสะดุ้ง

            “ขอ อภัยซือฝุที่พวกเราขัดคำสั่ง แต่เมื่อหลายวันก่อนพวกเราได้ตัวนักโทษผู้หนึ่งมาจึงหวังให้มันได้คารวะท่าน หากท่านพอใจพวกเราจะได้เตรียมการ” อี้หัวเอ่ย

            พรรคมาร พิษบุปผาล้วนเป็นสตรี ทุกนางล้วนงดงามแตกต่าง หากการฝึกวิชาของสำนักต้องอาศัยพลังปราณร่วมกับบุรุษ หากไม่มีปราณฝ่ายตรงข้ามเข้ามาเกื้อหนุนหล่อเลี้ยง ธาตุไฟในเรือนกายจะกลับตาลปัตรไม่อาจควบคุมได้ ฉะนั้นพวกนางจึงไม่อาจรักษาพรหมจรรย์และไม่อาจมีคนรักได้

            ทว่าชิง เหมยฮัว...ประมุขพรรคที่ในกาลก่อนต่างคัดสรรแต่บุรุษรูปงาม เพื่อดูดพลังปราณเปลี่ยนไม่ซ้ำหน้า บัดนี้นางกลับยึดติดเพียงคนผู้เดียว ผู้ซึ่งยืนตระหง่านตรงหน้านี้

            ร่างอรชรผละจากอ้อมกอดของมังกรผงาด เยื้องย่างนุ่มนวลกรีดกรายมายังเชลย

            เสวี่ย ที่ถูกหิ้วปีกสองข้างไม่มีแรงแม้จะเงยหน้ามอง ดวงตาได้แต่เห็นรองเท้าไหมปักไข่มุกสีแดงอยู่เบื้องล่าง เส้นผมปรกหน้ากลิ่นชื้นเหงื่อและคาวโลหิตของนางปะปน ทำลายบรรยากาศหอมหวาน

            ชิงเหมยฮัวใช้นิ้วเรียวดุจลำเทียน เชยคางเสวี่ยขึ้นเพื่อเชยชม

            “หึ” มังกรผงาดพลันแค่นเสียง แล้วสะบัดหมุนตัวหันกลับหลังให้อย่างไม่พอใจ

             เสวี่ยปรือตามองเห็นใบหน้าคมสวยจับตาอยู่ตรงหน้า เบื้องหลังของนางคือแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้หนึ่ง

            “เห็นทีประมุขคงจะเบื่อแล้วกระมัง จึงเห็นมันน่าสนใจกว่าการดื่มสุราชมบุปผากับข้า” เมื่อยินเสียงทุ้มเอ่ยเยี่ยงนั้น ชิงเหมยฮัวก็หลุดหัวเราะอย่างพอใจยิ่ง

            “มังกรผงาดริษยารึ” นางปล่อยมือจากเสวี่ย

             แม้จะพอ เห็นเค้าว่านักโทษตรงหน้าไม่ได้เลวทราม แต่ก็ไม่อาจเทียบกับมังกรผงาดของนางได้ ยิ่งเห็นคนรักเอ่ยวาจาริษยาอันยากได้ยิน นางยิ่งไม่อาจถอนตัวและไม่อาจถอนใจจากเขา

            “พวกเจ้าจงจัดการตามใจ และอย่ามารบกวนข้าอีก” ชิงเหมยฮัวสั่งก่อนเข้าไปคลอเคลีย นั่งคล้องมือยกจอกสุราจิบกับอีกฝ่ายอย่างลุ่มหลง

            “ศิษย์ทราบแล้ว”

 

            เส วี่ยถูกส่งตัวกลับเข้าคุกใต้ดินอันเหม็นชื้น ร่างบางพอได้สติก็พยายามมองรอบกาย ด้านในเป็นบันไดหินวนลงต่ำลึกจนอากาศเหลือเจือจาง ยังดีที่คบไฟยังคงจุดติดให้แสงสว่างรำไร เมื่อพ้นบันไดวน เสวี่ยก็ได้ยินเสียงเคร้งเคร้าง ทางซ้ายขวาล้วนเป็นคุกเหล็กซี่ เรียงตัวไม่ต่ำกว่าสิบห้อง มีชายฉกรรจ์ร่างใหญ่สวมชุดเดียวกันกับผู้คุมในห้องทรมานยืนคุมอยู่สี่คน

            เมื่อ เหล่านางมารพาตัวเสวี่ยเดินผ่าน ร่างทรุดโทรม สาบเหม็นของบุรุษทั้งหลายในกรงขังก็ถลามาเกาะลูกกรงบ้างก่นด่า หยาบคาย ต่ำช้า แต่บางคนกลับเรียกร้องจะปรนนิบัติพวกนาง ฟังแล้วน่ารังเกียจยิ่ง

            “น่าเสียดายที่พวกเจ้าเป็นของที่เหล่าบุปผาพิษเขี่ยทิ้งแล้ว” อี้หัวหัวเราะก้อง

            นางเอียงศีรษะมองพลางยิ้มหยาดเยิ้มให้เหล่านักโทษในห้องขังครั้งสุดท้าย ก่อนแปรน้ำเสียงเป็นเฉียบขาด

            “ฆ่าพวกมัน”

            “ขอรับ” บุรุษร่างใหญ่คำนับ

            เสวี่ย ถูกลากกลับเข้าไปยังห้องทรมานทันที ทว่าไม่ทันคล้อยหลังก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนต่อเนื่อง ดาบใหญ่ประหัตประหารชีวิตเหล่านั้นง่ายดายราวเด็ดปีกแมลงเล่น เสวี่ยทั้งหวาดกลัวทั้งโศกเศร้าระคน

            ทาง ด้านนอกคุกใต้ดินยังมีร่างหนึ่งเร้นกายแฝงในที่สูง เฝ้ามองเหตุการ์ณทั้งมวล ร่างไร้วิญญาณของบุรุษหลายสิบถูกวางซ้อนบนรถเข็นซึ่งลากโดยร่างใหญ่กำยำ ดวงตาเล็กจดจ้องตามทุกกิริยาแล้วแอบเหินกายติดตามจนถึงแดนอเวจี อันเกลื่อนด้วยศพนับครึ่งร้อยที่เชิงเขา ทูตอัคคีเห็นผู้คุมเดินกลับไปยังทางเข้าลับแล้ว จึงนำผ้าปิดจมูกเดินสำรวจศพใหม่ที่เพิ่งถูกนำมาทิ้งทั้งหมด ทว่านั่นไม่มีร่างของเสวี่ย เขาจึงลอบกลับไปสืบข่าวอีกครา

 

            ภายในทางเดินสู่คุกใต้ดิน นางมารพี่น้องกำลังถกเถียง

            “ช้าก่อนศิษย์พี่ใหญ่ ประมุขมอบมันให้พวกเราแล้ว ไยต้องพามันลงมาที่นี่อีก” ซือหัวเอ่ย เช่นเดียวกับซ่านหัวที่พยักหน้าเห็นด้วย

            “พวกเจ้าต้องการตัวมันคืนนี้รึ” อี้หัวเลิกคิ้วถามศิษย์น้องทั้งสอง

              พลันเสียงกังวานใสของสตรีอ่อนวัยสุดเอ่ยขึ้น

            “อ้า พี่อี้หัวท่านมิทราบหรือว่าพี่ซ่านหัวพอใจมันเพียงไร ไยมิส่งตัวมันให้ศิษย์พี่สามเสียคืนนี้เลยเล่า”

            คำเอ่ยนี้หากเป็นสตรีผู้อื่นย่อมต้องเขินอายอย่างหนัก ทว่าซ่านหัวกลับมีเพียงท่าทีไม่พอใจคำพูดกระทบของอีกฝ่ายเท่านั้น

            “อย่างนั้นหรือ ดี ข้ายกมันให้เจ้าก่อน เพราะอย่างไรคืนนี้ข้าก็ยังต้องปรุงยาต่อ” อี้หัวเอ่ยแล้วหันหน้าไปสั่งการกับเอ้อร์หัว

            “เจ้าสั่งให้สาวใช้พามันไปเตรียมตัว คืนนี้ให้มันรับใช้น้องสาม”

            “ค่ะ ศิษย์พี่ใหญ่”

            ร่าง บางถูกนำตัวขึ้นมาเหนือผืนดินอีกครา แต่กายไม่ได้อาบไล้แสงอาทิตย์ได้นานก็ต้องถูกขังอยู่ในห้องๆหนึ่งเพียงลำพัง แม้อยากหลบหนีแต่หน้าห้องกลับถูกเฝ้าด้วยคนของพรรคมารพิษบุปผา และประตูยังถูกคล้องด้วยโซ่

           เสวี่ยม องสภาพภายในห้องซึ่งมีเพียงหนึ่งเตียง หนึ่งโต๊ะและเก้าอี้อีกสาม ค่อยพยุงกายที่บาดเจ็บเดินสำรวจหวังจะพบอาวุธ หรือสิ่งส่งเสริมให้นางหลบหนีได้แต่ก็ไม่เป็นดังหวัง

          บานประตู ถูกเปิดออก เป็นร่างกำยำหนาสองผู้ยกถังไม้ใบใหญ่เข้ามา พวกมันอีกหนึ่งก็เติมน้ำอุ่นลงจนถึงค่อนถัง ค่อยปรากฏสตรีนางหนึ่งนำอาภรณ์ชุดใหม่มาวางบนเตียง

            “อาบน้ำเสีย” นางเอ่ย

            แต่เสวี่ยยังเขม้นตามองไม่วางใจ

            “พวกเจ้าคิดจะทำอันใดกับข้า”

              คราแรกพวกนางก็ลงแส้ อีกคราก็ให้เล่นกับสัตว์พิษ แล้วนี่ก็คล้ายจะทำดีกับนางด้วย นางมารเหล่านี้เล่ห์เหลี่ยมแพรวแพราวนัก

            “ทำตามที่สั่ง แล้วข้าจะเข้ามาทำแผลให้ อย่าให้ช้า”

             เมื่อเห ลือเสวี่ยเพียงลำพัง นางจึงก้มมองสภาพตัวเองแล้วมองน้ำในถังอย่างระแวงว่าจะมีพิษในน้ำนี้หรือไม่ แต่หากไม่ทำความสะอาดแผล นางคงไม่แคล้วตายเพราะแผลเน่าติดเชื้อ

              อย่างไร ก็ตาย สู้ให้ตายดูดีเสียหน่อยไม่ดีกว่าหรือ หากน้ำนี่ไม่มีพิษและนางมารคิดทำแผลให้นางจริง เมื่ออาการบาดเจ็บทุเลายังอาจพอหาทางหนีทีหลังได้

             เส วี่ยปลดอาภรณ์แต่ละชั้นออก เมื่อถึงชั้นในสุดต้องทนกัดฟันเจ็บแสบ เพราะเนื้อผ้าแห้งกรังติดกับปากแผล นางค่อยหย่อนกายลงน้ำอุ่น บัดนั้นความเจ็บแสบปวดร้อนก็เข้าแทรกทางปากแผลรอยทางยาว มือขาวผ่องค่อยๆสัมผัสบาดแผลที่หน้าอก นางหาใช่หญิงงามอยู่แล้ว นี่ยังจะให้ร่างกายอัปลักษณ์ด้วยรอยแผลพวกนี้อีก

            “นางมารบัดซบ”

            ไม่นานดังคาด บานประตูห้องขังก็เปิดอีกครั้ง เสวี่ยได้นั่งรอดดยสวมอาภรณ์สะอาดที่พวกนางเตรียมไว้  เมื่อเห็นสตรีสองนางยกอ่างน้ำ ผ้าเช็ดตัวและยาสำหรับทำแผลในกะบะอีกสำรับเข้ามา นางมารผู้ซึ่งสั่งให้เสวี่ยอาบน้ำก็เข้ามาด้วย

            “ถอดเสื้อออก”

            “จะทำอันใดอีก” เสวี่ยเอ่ยถาม

            “ข้าจะใส่ยาให้ คืนนี้เจ้าต้องปรนนิบัติท่านสามจะให้มีรอยแผลน่าเกลียดได้อย่างไร”

            เสวี่ยตกใจแต่ยังเก็บกิริยาไว้

            นางมารนั่นจะให้นางมีสัมพันธ์ด้วยหรือ เช่นนั้นควรอาศัยโอกาสนี้รักษาตัวก่อนแล้วค่อยหาทางออก

            เสวี่ยแสร้งทำหน้าไม่วางใจ นางมารจึงเอ่ยต่อ

            “มิ วางใจรึ จะบอกให้ทราบ นอกจากพรรคเราจะเชี่ยวชาญพิษหนึ่งในแผ่นดินแล้ว ยังเยี่ยมด้วยวิชาแพทย์เช่นกัน บาดแผลของเจ้าเพียงแค่ใส่ยาพวกนี้และรับประทานยาที่ผสมจากไข่มุกราตรีก็จะ หายอย่างรวดเร็ว”

            “ยังมิถอดอีก” นางเห็นเสวี่ยยังนิ่งเฉยจึงตะคอก

            “ช้าก่อน ข้าทำแผลเองได้เจ้ามิต้องยุ่ง”

            นางมารขมวดคิ้วสงสัยในตัวร่างเล็กตรงหน้า เสวี่ยไม่ปล่อยโอกาสจึงจี้จุดในใจนางเสีย

“อ้อ หรือแท้จริงเจ้าเองก็อยากมีสัมพันธ์กับข้าก่อนท่านสามของเจ้ากระมัง แม่นางคนงาม” กล่าวจบดวงตาเล็กของนางมารก็เบิกกว้างตกใจ จริงอยู่บุรุษผู้นี้ใบหน้าดูหมดจด ผิวเนียนละเอียดน่าสัมผัส แต่หากท่านสามรู้ว่านางล่วงเกินเขาก่อนห้าศิษย์เอก นางต้องมีจุดจบน่าอนาถแน่

            เส วี่ยเห็นนางผงะไปจึงรีบดำเนินการรุก โดยเยื้องกรายเข้าใกล้อย่างองอาจเฉกที่เซียวฟงทำ ดวงตาโตหรี่มอง มุมปากยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์แกมเชื้อเชิญ นิ้วเรียวผ่องก็ยกเชยคางมนของนางมาร ทว่ากลับถูกปัดออกทันที

            “จงรีบทำแผลให้เรียบร้อย อีกสองชั่วยามข้าจะเข้ามาใหม่”

            ร่างระหงสั่งให้อีกสองนางติดตามเดินออกไปพร้อมกัน ก่อนลงกลอนประตูดั่งเดิม หัวใจเสวี่ยแทบหล่นร่วง  หากนางไม่สามารถหลอกสตรีนางนี้ได้ ความลับของนางต้องถูกเปิดเผย โอกาสที่จะได้รักษาตัวและหาทางหนีต้องหมดลง

            เสวี่ยหยิบยาเม็ดดำใสเม็ดเล็กขึ้นมาดมแล้วใส่เข้าปาก ทันใดนั้นจึงระลึกสิ่งหนึ่งได้

            “ไข่มุกราตรี มิใช่ว่าต้วนเป่ยไท่ถูกพวกนางมารนี่สังหารแล้วชิงไข่มุกราตรีมาทำเป็นยาหรือ”

            หัวใจ นางสะท้าน ผู้คนที่เคยพบได้ล่วงลับไปแล้วหรือไร มือทั้งสองเปิดกระปุกยาเล็กๆพยายามทำแผลที่ด้านหลังอย่างทุลักทุเล เทยาจนแทบหมดขวดโปรยจนแทบจะทั่วหลัง อีกกระปุกก็โรยบนเนินอกซึ่งมีรอยทางแผลยาวพาดผ่านอย่างปวดทรมาน นี่มันยารักษาหรือพิษกัน จึงได้ปวดร้อนทรมานเพียงนี้

            บัดนั้น พลังในกายและภายนอกหนึ่งร้อนหนึ่งเย็น คล้ายส่งพลังรักษาเข้าหากันอย่างแปลกประหลาด ร่างเล็กที่ทนความทรมานไม่ไหวก็ล้มลงบนเตียง

            เวลา ผ่านไปเกือบสองชั่วยาม เสวี่ยค่อยยันกายขึ้นความเจ็บปวดทุรนทุรายหายไปสิ้น มือหนึ่งยกทาบอก รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลือนลางจึงแหวกดูบาดแผลถึงกับตกตะลึง แผลที่เคยย้อมซึมด้วยโลหิตและเปิดแบะกลับประสานเป็นเนื้อเดียวเหลือเพียงรอย เส้นบางๆเล็กๆ ไข่มุกราตรีวิเศษเช่นนี้เองจึงได้มีคนหมายช่วงชิงจากสำนักคุ้มภัยสกุลต้วน

            เมื่อครบตามกำหนดเวลา นางมารคนเดิมก็เปิดห้องเข้ามา ยามนั้นเป็นเวลาย่ำสนธยาแล้ว นางยกถาดอาหารมาชุดหนึ่งวางบนโต๊ะ

            “รับประทานเสีย เมื่อรับใช้ท่านสามจะได้มีแรง”

             ครานี้ร่างระหงไม่รั้งรอในห้องรีบหมุนกายจากไป เสวี่ยหยิบตะเกียบพุ้ยข้าวและเนื้อเข้าปากไม่มากความ  กองทัพเดินด้วยท้อง ไม่ว่าจะกี่ยุคสมัยก็ยังคงสัตย์จริง

 

            ทูต อัคคียังแฝงกายในต้นไม้สูงล้ำที่ปลูกอยู่มากมายในพรรคมารพิษบุปผา หากเขาไม่ฉุกคิดว่าที่แห่งนี้คือแดนจอมพิษคงได้สิ้นชีพเมื่อหลายชั่วยามก่อน แล้ว เนื่องเพราะต้นไม้และดอกไม้ที่ปลูกอยู่มีทั้งมีพิษและไร้พิษปะปนกันจนยากแยก แยะ ยังดีที่เขารับประทานโอสถหยดอรุณไว้ก่อนจึงสามารถต้านพิษได้

            ร่างสูง ทะยานกายพริ้วสู่บนหลังคาห้องที่เสวี่ยพักอยู่ มือหนายกกระเบื้องออกหนึ่งลอบดูเหตุการ์ณ เห็นร่างเล็กนั่งรับประทานอาหารอย่างสำราญย์ แลเห็นอาภรณ์ก็ใหม่เอี่ยมก็ยิ่งแปลกใจ

หรือมีสิ่งใดที่เขาพลาดไป ไฉนคนผู้นี้กลับมานั่งสุขสบายอยู่ในห้องได้เล่า อีกบาดแผลบนตัวก็หายไปจนสิ้น

เมื่อเห็นการ์ณไม่ชอบมาพากลดังนี้ ทูตอัคคีจึงตัดสินใจกลับไปรายงานนายเหนือหัว

 

            โคม แดงส่องนำทางร่างบางที่เดินตามนางมารทั้งสองมาตามทางเดิน อันมีเสาแดงเรียงราย ดอกไม้ทอดช่อชู ทั่วอุทยานส่งกลิ่นเป็นหนึ่งเดียวกระตุ้นให้ในกายร้อนผะผ่าว เสวี่ยมองหาโอกาสหนีทว่ายากนัก  ด้วย สองนางที่อยู่ด้านหลังเดินตามมาติดและยังมีฝีเท้าที่แผ่วเบา แสดงว่าวรยุทธย่อมไม่เลวทราม ทว่าเสวี่ยยังไม่ทันบรรลุความคิด นางก็ถูกรั้งให้หยุดหน้าห้องหนึ่งก่อนถูกผลักเข้าไป

            “รอที่นี่” พวกนางสั่งก่อนจะเดินจากไป

            ห้อง นี้โอ่อ่าตกแต่งงดงามด้วยสีแดง เครื่องใช้ต่างถูกจัดทำอย่างปราณีต มีคันฉ่องกรอบลายหงส์ไม้สลักอันใหญ่วางอยู่ เห็นหวีและเครื่องประทินโฉมวางรายบนโต๊ะเครื่องแป้งก็ทราบได้ว่าเป็นห้องนอน ของสตรี เมื่อไม่พบเห็นผู้คน อีกทั้งยังไม่มีใครเฝ้าหน้าห้อง ไยไม่ใช่โอกาสของนางที่จะหนี

            บัดนั้น เท้าจึงสาวไปยังประตูแล้วแง้มออก เยี่ยมหน้ามองซ้ายขวายังด้านนอกเห็นปลอดคนก็กระหยิ่มใจ จึงรีบวิ่งออกจากห้องแล้วตบเท้าเหินกายหมายสู่หลังคาเบื้องบน ทว่าร่างบางที่กำลังเหินกลางอากาศกลับถูกผ้าแพรสายหนึ่งรัดเอวแน่น กระชากร่วงลงสู่พื้นอย่างแรง

ใบหน้า นวลหันมองผู้ปองร้ายเห็นเป็นสตรีร่างอรชรในอาภรณ์สีเลือดบางเบายั่วยวน แทบมองทะลุเห็นผิวพรรณผุดผ่อง ดูคลุมเคลือสร้างความตื่นเต้นแก่บุรุษ

            “คิดจะหนีรึ” นางเยื้องกรายเข้าหาเสวี่ยที่กึ่งนั่งกึ่งนอน พลันนิ้วเรียวงามก็บีบแก้มอีกฝ่าย

            “ผู้ที่จะออกไปได้มีแต่คนตายเท่านั้น” นางเอ่ยพลางจ้องด้วยดวงตาแวววาบ

            “เจ้าคือท่านสามรึ” เสวี่ยเอ่ย

             ซ่านหัวจึงดึงตัวเสวี่ยให้ยืนขึ้นแล้วผลักเข้าห้องอย่างแรง

             ร่างเล็กใช้มือยันโต๊ะกลางห้องไว้ทันจึงไม่ล้มหงายเสียก่อน

            “ถูกต้อง เจ้าเป็นของข้าคืนนี้ จงปรนนิบัติให้ดี มิเช่นนั้นอย่าหวังจะมีลมหายใจอยู่ถึงรุ่งสาง”

             พลันดึง เสวี่ยเดินมาที่เตียงก่อนผลักลง มือเรียวปลดอาภรณ์พริ้วเบาตัวนอกของตนที่แทบจะไม่ได้ช่วยปกปิดร่างกายออก เผยผิวพรรณน่าสัมผัส ก่อนไล้เรียวสาบเสื้อของเสวี่ย

             ร่างเล็กที่นอนหงายบนเตียงตกใจรีบจับมือซ่านหัวไว้ ยังให้นางไม่พอใจ

            “ช้าก่อนท่านสาม เจ้ามิคิดหรือว่าหากบรรยากาศส่งเสริมเป็นใจจะมิยิ่งน่าอภิรมย์กว่า”

            เส วี่ยจึงแสร้งยันกายลุกแล้วใช้มือตนลูบไล้ผิวไหล่เปิดเปลือยของซ่านหัว คล้ายลุ่มหลงความงามของนาง ค่อยก้มกระซิบที่ข้างหูของนางมารตรงหน้า

            “เราดื่มสุราสักหน่อยพอให้เสริมบรรยากาศเป็นอย่างไร”

            กิริยาของเสวี่ยดูแล้วน่าพึงใจไม่น้อย ซ่านหัวจึงยอมนั่งร่ำสุรากับเสวี่ย

            ร่างเล็กรินสุราให้ซ่านหัวพลางครุ่นคิดหาวิธี หากตอนนี้ทำได้เพียงถ่วงเวลา

            “ท่านสามเชิญ”

             ซ่านหัว เห็นจึงกระดกดื่มจนหมด เสวี่ยเองก็จิบจนหมดเช่นกัน ความร้อนแรงของไอสุราแผ่ซ่านจนเสวี่ยไปแค่ก นางไม่เคยลิ้มรสสุราที่นี่มาก่อน ไม่คิดว่าจะแรงเทียบออนเดอะร๊อค

            “เจ้ามันคออ่อนจริง” ซ่านหัวกลั้วหัวเราะ ก่อนรินเหล้าให้เสวี่ยและตัวเองอีก

เสวี่ยยิ้มแล้วว่า

            “ถูกต้องๆ แต่ท่านสามดูจะเป็นผู้ที่ชมชอบการร่ำสุราเคล้าบรรยากาศ เช่นนั้นข้าจะขับกลอนให้ท่านฟังเสียสองสามบทเพิ่มความสุนทรีย์”

             เริ่ม จากกลอนชื่นชมความงามของซ่านหลัวกับธิดาฉางเอ๋อบนสวรรค์ หนึ่งประโยคจบก็แสร้งรินเหล้าให้นางหนึ่งจอก ต่อด้วยยกย่องความยิ่งใหญ่ของสตรีแห่งพิษบุปผา ทีละจอกๆรินไหลสู่ลำคอระหง ความร้อนผ่าวซึบซับใบหน้าของซ่านหัว กลอนแต่ละบทช่างยาวเหยียดกว่าจะร่ายจบเหล้าขวดใหญ่ก็เบาโหวงแล้ว

            เสวี่ยจึงแอบลอบยิ้ม

            “ท่านสามๆ” นางลองร้องเรียก ครั้นเห็นใบหน้าขาวแปรเป็นแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราฟุบแนบกับโต๊ะก็ยิ้มกว้าง

             ร่างน้อยจึง รีบเดินไปเปิดประตูห้อง

            “จะหลอกข้ารึ มิง่ายนักหรอก”

            เสียง ตวาดแหวดังเบื้องหลัง ทำให้เสวี่ยตกใจหันกลับมอง ร่างระหงในชุดแดงยืดกายมองจ้องเสวี่ยด้วยดวงตาแดงก่ำเพราะพิษสุรา นางยิ้มร้ายกาจวาดพลังฝ่ามือหนึ่งดูดดึงร่างเสวี่ยให้กลับเข้าไปสู่อุ้มมือ นาง แล้วประตูก็ปิดลงดังเดิม

             เสวี่ยถูกโยนลงบนเตียง โดยมีร่างของซ่านหัวคร่อมด้านบน

            “ช้า ก่อน ท่านสาม เดี๋ยว” เสวี่ยร้องห้าม ทว่าซ่านหัวจับเสวี่ยกดไว้แล้วซุกใบหน้าลงไซ้ซอกคอขาวผ่องอย่างกระหาย ทว่าซ่านหัวกลับสูดได้กลิ่นหอมอ่อนๆจากร่างเชลย

            “ปล่อย” เสวี่ยร้องตะโกน

            แต่ซ่าน หัวหาได้สนใจ นางถอนใบหน้าออกแล้วจรดปลายเล็บคมตวัดอาภรณ์คลุมกายร่างใต้ร่างอย่างรุนแรง เผยผิวกายเนียนละเอียดดุจหิมะ ทว่าสายตายั่วยวนด้วยกามรมณ์ของซ่านหัวกลับกระตุก คราต้องกับเนินอกอิ่มของร่างใต้อาณัติ

            “เจ้าเป็นสตรี” นางร้องคำรามดวงตาเบิ่งโตโกรธเกรี้ยว

             เสวี่ย เห็นดังนั้น จึงถ่ายพลังผ่านฝ่ามือซัดเข้าที่หน้าอกของซ่านหัวที่ไม่ได้ป้องกันตัวจน กระเด็นออกไป แล้วฉวยโอกาสวิ่งหนีไปทางประตู ทว่าเมื่อก้าวออกไม่ทันไรร่างในชุดแดงหนึ่งก็เหินมาดักหน้า แล้วร่างฝ่ามือเข้าปะทะ

               เสวี่ยพลิกกายหลบพัลวัน หมุนตัวตวัดฝ่าเท้าเตะสะโพกสะโอดสะองของซ่านหัว

            “บังอาจหลอกข้า เจ้าต้องตาย” ซ่านหัวร้อง

             กงเล็บ หนึ่งปล่อยออกก็กระชากถูกไหล่เล็ก ขาก็ตวัดเตะอีกฝ่ายจนล้มกลิ้งตัวงอ เสียงต่อสู้ในเขตพักผ่อนของห้าบุปผาทำให้ศิษย์พี่น้องอื่นๆวิ่งตื่นเข้ามาดู

            “มีเรื่องใดเกิดขึ้น” เอ้อร์หัวถาม

            “มันเป็นสตรีหาใช่บุรุษ ข้าจะฆ่ามันเสีย” ซ่านหัวเอ่ย พลันเสียงปรบมือน้อยๆดังขึ้น พร้อมรอยยิ้มเสแสร้งของลู่หัวศิษย์น้องเล็ก

            “พี่ซ่านหัวชอบพอคนได้ถูกยิ่ง ถึงกับชอบสตรีด้วยกันแล้ว”

            “ลู่หัว” อี้หัวตวาดใส่น้องเล็ก นางทราบว่าซ่านหัวไม่มีความอดทนกับการยั่วยุของลู่หัวนานนัก

             ยามนั้น เสวี่ยถูกเท้าหนึ่งของซ่านหัวเหยียบร่างให้ยอมสยบ เลือดซึมออกมุมปาก หากแววตายังจ้องมองเหล่าบุปผานับสิบที่รายล้อมอย่างแค้นเคือง

            “นางมารบ้าราคะ โฉดชั่ว” เสวี่ยร้องด่า

            “หญิงสามาณย์ เจ้ามิตายดีแน่”

            พลันเอ้อร์หัวล้วงอาวุธลับซึ่งเรียวดุจใบไม้หนีบด้วยดัชนี เตรียมซัดออกใส่ร่างที่นอนราบคาบที่พื้น ทว่าแขนหนึ่งเข้าขวางไว้

            ร่างสูงงดงามเดินย่างเนิบนาบแล้วย่อตัวมองเสวี่ย

            “เหมาะทีเดียว ข้าเพิ่งปรุงพิษเกสรตะขาบชุดใหม่ที่จะไว้ลองกับอู๋หย่งเจี้ยนเสร็จ เห็นทีเจ้าจะได้ชิมก่อนแล้ว”

            นางคลี่ยิ้มอันน่าสยดสยองแก่เสวี่ยนัก ก่อนหันไปสั่งศิษย์น้องของนาง

            “เอาตัวมันมาที่ห้องใต้ดินล่ามมันไว้ อีกครู่ข้าจะตามไป”

            “ทราบแล้ว พี่อี้หัว”

             ซือหัวและลู่หัวจี้สกัดจุดเสวี่ย แล้วดึงแขนเสวี่ยที่นอนหงายหลังลากกับพื้นคนละข้างดุจลากหมูหมาตัวหนึ่ง

            “หญิงชั่ว บัดซบ ปล่อยข้า” เสวี่ยตะโกนด่า

            “น่า ดีใจจริง ที่เรามีตัวทดลองใหม่ ครานี้เป็นสตรีคงน่าสนุกพิลึก มิแน่ว่าพิษที่ใช้กับบุรุษมิสำเร็จอาจใช้กับมันผู้นี้ได้ผล” ลู่หัวเอ่ยราวเป็นเรื่องสนุก แล้วหันไปมองศิษย์พี่ของนาง

            “ข้าทดลองพิษของข้าด้วยได้หรือไม่ พี่เออร์หัว”

            “ตามใจเจ้า”

            ในเมื่อคนผู้นี้มิใช่บุรุษ ก็หามีเหตุผลต้องเลี้ยงเอาไว้อีกแล้ว

             สองนาง ลากร่างเสวี่ยลงขั้นบันได แผ่นหลังกระแทกแต่ละขั้นจนฟกช้ำ กว่าจะถึงพื้นผิวหนังของนางก็แสบร้อนระบม ด้วยครูดกับพื้นหินตะปุ่มตะป่ำ

            ...ตุบ... ร่างเล็กถูกเหวี่ยงกอง หน้าคว่ำกระแทกกับพื้น

            “ล่ามมันไว้ พวกข้าจะทดลองพิษกับมันคืนนี้”

            “โอ้ย”

            เส วี่ยถูกหิ้วร่างขึ้น สองมือรวบไว้เหนือหัว ล่ามด้วยโซ่เหล็กเส้นหนาใหญ่รอบข้อมือแน่นตึง สายโซ่ต่อกับรอกหมุน พลันผู้คุมก็หมุนรอกให้ดึงร่างเสวี่ยลอยสูงจากพื้น ยังให้ไหล่ทั้งสองปวดตึงเจ็บระบม อาภรณ์ของนางยังหลุดรุ่ยไม่เรียบร้อย จึงเป็นอาหารตาแก่ผู้คุมทั้งสองที่มองอย่างกระหยิ่ม

            “เจ้าว่าหากเราขอนางกับท่านหนึ่งจะได้หรือไม่”

             เสียง หัวเราะหื่นกระหายล้นจากปากสกปรกของร่างใหญ่นั่น เสวี่ยได้ยินถึงกับหวาดกลัวยิ่ง ให้นางตายยังไม่เท่าใด แต่ถ้าถูกพวกต่ำช้าพวกนี้ย่ำยี ชั่วชีวิตไม่อาจทนรับความอัปยศได้แล้ว

            “หากมิกลัวตายก็จงลอง”

             แม้เหล่า นางมารพิษบุปผาจะชื่นชอบการเสพกามรมณ์ แต่เกลียดนักหากเห็นบุรุษจะรังแกสตรีเพศเดียวกับนาง เคยมีคราหนึ่งที่ได้เชลยเป็นสตรี ผู้คุมในคุกเห็นความงามนั้นไม่อาจห้ามใจจึงขืนใจนาง เมื่อชิงเหมยฮัวทราบเรื่อง มันผู้นั้นก็ถูกทะลวงด้วยกงเล็บ ควักหัวใจออกโยนทิ้งให้สุนัขรับประทาน

            เส วี่ยยินดังนั้นจึงคลายกังวลได้ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ทันที่นางจะหายใจทั่วท้อง ประตูเหล็กหนาก็เปิดออก ห้านางในชุดแดง มีซ่านหัวถือชามยาควันกรุ่นเดินตามอี้หัว ในมือของลู่หัวก็มีถาดบรรจุด้วยกระปุกเล็กกระปุกน้อย นางยิ้มแย้มดุจบุปผาแย้มกลีบบานน่าเอ็นดู

            “จะลองอันใดก่อนดี” อี้หัวถามความเห็น แต่ยังคงเป็นลู่หัวที่รีบนำเสนอถาดยาพิษของนาง

            “ขอข้าลองเจ้าพวกนี้ก่อนได้หรือไม่ศิษย์พี่ใหญ่”

           ใบหน้างามของอี้หัวมีแววชั่งใจ

            “รับประทานหมดนี่ มันมิตายก่อนรึ ลู่หัว”

            “เช่นนั้นเพียง แยกร่างปลิดวิญญา แมงป่องทะลวงไส้ หนอนไหมม่วงครามก็พอ” ลู่หัวยิ้ม

            “ถ้า จะให้รับประทานพิษรุนแรงเยี่ยงนั้น ต้องให้มันทดลองพิษเกสรตะขาบตำรับใหม่นี่ก่อน หากพิษนี้มิได้ผล เจ้าก็เล่นของเจ้าเถิด” อี้หัวเอ่ย

            ลู่หัวแม้จะขัดใจแต่นางก็ได้แต่ถอยหลัง หลีกให้อี้หัวและซ่านหัวเดินไปยังร่างของเสวี่ย

            “นางแพศยา บัดซบ” เสวี่ยตะโกนด่าไม่หยุด

             อี้หัวตึงคิ้ว ความโกรธแล่นผ่านช่วงหนึ่ง ก่อนเอื้อมรับชามยาจากซ่านหัวแล้วสั่ง

            “เปิดปากมัน”

            มือ เรียวเข้าตะปบแก้มของเสวี่ย บีบบังคับให้นางอ้าปากออก อีกมือหนึ่งก็จิกผมด้านหลังให้เงยหน้าขึ้น แล้วอี้หัวก็จ่อชามยากลิ่นเหม็นรุนแรงฉุนแสบจมูกสีดำข้นคลั่ก เทกรอกใส่ปาก

             น้ำยาสีดำข้นไหลผ่านลำคอโดยไม่อาจสกัดกั้น ส่วนหนึ่งไหลเปื้อนย้อมขอบปากจนดำสนิท ตัวยาร้อนแรงไหลลงเรื่อยสู่กระเพาะรวดเร็วจนหมด  ซ่านหัวก็ปล่อยมือจากนาง

            “แค่ก..ก” ร่างเล็กไอเกือบสำลัก

             กลิ่น นั่นยังติดจมูกอยู่ ในกะเพาะของนางร้อนเหลือเกิน เพียงไม่นานความร้อนผ่าวก็แผ่กระจายซ่านทั่วทุกอณู ราวประสานรวมเป็นหนึ่งกับโลหิตในกาย ทั่วร่างกายเกิดเจ็บปวดราวโลหิตจะทะลักพุ่งออกจากผิวหนัง พิษที่กำลังกัดกร่อนอวัยวะภายในคล้ายปะทะกับปราณของนางอย่างรุนแรง ให้กลางกายปั่นป่วนยิ่งนัก ราวกับจะถูกเผาผลาญเป็นธุลี

            เส วี่ยส่งเสียงร้องดิ้นทุรนทุรายแต่ด้วยถูกพันธนาการด้วยโซ่ ทำให้ร่างนั้นแกว่งไกวไปมาเพียงเล็กน้อย เท้าทั้งสองเตะไปมากลางอากาศ ทรมานยิ่งนัก

            “ดูมันเถิด น่าขันนัก” เสียงหัวเราะคิกคักดังราวกำลังดูการแสดงน่าสนุก

            บัดนั้นกลิ่นคาวข้นฉุนทะลักออกทางจมูกและปากของเสวี่ย ก่อนสะดุ้งพ่นโลหิตสีดำคลุ้งออก จมูกก็เปรอะด้วยโลหิตสีเดียวกันไหลย้อม

            “หากได้ลมปราณดาราเคลื่อนคล้อยคงจะดีมิน้อย” อี้หัวเปรย

            “พี่อี้หัว มันตายแน่แล้วขอข้า...” ลู่หัวเอ่ยไม่ทันจบ อี้หัวก็ยกมือขึ้นให้อนุญาต

             ลู่หัวจึงรี่กายไปใกล้เสวี่ยที่ปรือตามองด้วยเจ็บแค้น

            “ข้า จะเล่นกับเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว” นางเทยาสามเม็ดจากกระปุกทั้งสามสี แล้วบีบแก้มเชลยที่ห้อยตัวอยู่ ก่อนป้อนยาทั้งสามเข้าพร้อมกัน

            เพียง แค่พิษเกสรตะขาบเสวี่ยก็ไม่อาจทานแล้ว ยังเพิ่มพิษอีกสามอันเกิดจากการกลั่นพิษของยอดสัตว์และพืชพิษในหล้าอีก พิษหลายสายในกายเข้าสู่โลหิตและกระดูก ใบหน้าเสวี่ยแดงก่ำ ทว่าไม่นานก็เปลี่ยนเป็นเขียว และม่วงคล้ำสลับไปมา หัวใจของนางถูกบีบดั่งถูกแรงกดมหาศาล สะกัดกั้นลมหายใจให้ทรมานยิ่งดุจกำลังถูกบีบคอ

            เสวี่ยพยายามเค้นพลังปราณในกายต่อสู้กับพิษทั้งหลาย  ทว่า พลังปราณของกระบี่พยากรณ์นั้นจางแผ่วดุจอากาศธาตุ บัดนี้ลำไส้ราวถูกบิด หัวใจถูกบีบ กระดูกราวถูกขูดแล่จนสะท้านทั้งกาย เสวี่ยกระอักโลหิตดำข้นคำโตเหม็นคลุ้ง ดวงตาโตเบิกกว้างก่อนจะคลี่ปิดลงอย่างแช่มช้า

            “ซะ ซือ ฝุ”

เสียง ตะกุกตะกักเงียบลงแล้ว ร่างที่ห้อยตัวดิ้นทุรนทุรายเมื่อครู่ก็หยุดนิ่ง โลหิตหลายสายรินย้อมผ่านลำตัวสีคล้ำ กระทั่งพิษทั้งหลายทะลวงออกมาทางผิวหนัง โลหิตคล้ำเข้มหยดลงพื้นราวกับสายน้ำบางเบา

            ซือหัวลองใช้หลังมืออังจมูกก็ปราศจากซึ่งลมหายใจ นางจึงสั่งให้ผู้คุมปล่อยร่างเชลยลงมา

ร่างเสวี่ยหล่นบนพื้นดังตุบ ราวกับกระสอบทรายถูกโยน นิ้วเรียวของซือหัวยังลองแตะข้อมือนั้นเพื่อให้มั่นใจ

            “จบแล้วหรือ” ลู่หัวเอ่ยด้วยเสียดาย

            “ชีพจรขาดสะบั้น” ซือหัวเอ่ย ก่อนยืดกายเดินกลับไปหาสี่พี่น้อง

            “จะหวังอันใดมากเพียงแค่สนุกก็พอแล้ว พวกเราขึ้นข้างบนเถิด อรุณรุ่งยังต้องระดมพี่น้องจัดการกับอู๋หย่งเจี้ยนอีก”         

            “ค่ะ ศิษย์พี่” อีกสี่นางเอ่ยพรักพร้อม แล้วพากันเดินไปยังด้านบนดั่งไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น

              ผู้คุม ทั้งสองมองสภาพเลวร้ายของเชลยที่แผ่ร่างไร้วิญญาณที่พื้น ร่างนั้นดุจปีศาจ บนร่างบังเกิดรอยสีม่วงคล้ำย้อมด้วยโลหิตชโลมตั้งแต่ใบหน้าจรดปลายเท้า ตอนตายต่างกับตอนเป็นลิบลับ นางผู้นี้ต้องทำความโกรธเคืองให้แก่ห้าพี่น้องแห่งพรรคพิษบุปผาสาหัส จึงได้จบชีวิตอนาถเยี่ยงนี้

            “เพ้ย เอาศพไปทิ้งเถิด เหม็นร้ายกาจจริงๆ” หนึ่งในสองผู้คุมเอ่ย ก่อนจะดึงร่างเสวี่ยตวัดพาดบ่า แล้วเดินออกจากที่คุมขังไปยังทางลับออกนอกหุบเขา อันเป็นที่ตั้งของพรรคมารพิษบุปผา

 

             เมื่อ โผล่พ้นจึงเห็นความสูงชันของหุบเขา ผ่านต้นไม้สูงเสียดแย่งกันขึ้นฝ่ารัตติกาลสุกสว่าง บุรุษร่างกำยำเหลียวมองบรรยากาศอย่างชื่นชม ก่อนเหวี่ยงโยนศพของเสวี่ยให้กลิ้งสู่ตีนเขา แล้วผละเดินกลับไปยังทางลับ

            ร่างนั้นกลิ้นหลุนๆกระแทกโขดหิน ต้นไม้ลำต้นใหญ่ ขูดคราดกับพื้นดินแข็งกรัง แล้วจึงสะดุดหยุดลงเมื่อปะทะกองเนื้อหนังระเกะระกะ

            คราเมฆ เคลื่อนตัวออกจากจันทรา เผยลำแสงนวลทอสู่พื้นพิภพ ภาพศพกองเกลื่อนกลาด สะเปะสะปะก็ปรากฏ กลิ่นศพนั้นเหม็นเน่าอย่างสุดจะทานทน ใบหน้าคนตายเหล่านั้นหงายอาบแสงบุหลัน คล้ายกำลังให้แสงนั้นนำทางวิญญาณไปยังอีกโลก

 

edit @ 23 Aug 2012 17:58:42 by Fenghuang

edit @ 23 Aug 2012 18:01:56 by Fenghuang

 
หลังจากพิจารณาแล้ว

เฟิ่งหวงขอขยายระยะเวลาปิดรับจอง เป็น

30 กันยายน 2555
นะคะ



กำหนดการ อัพเดท 16 สิงหาคม .2555 ***

1. ปิด รับจอง 30 กันยายน
2. สรุปยอดจองต้นเดือน ตุลาคม
3. โอนเงิน จองหนังสือ ภายใน 20 ตุลาคม ค่ะ
4. หลังจากได้เงินจองแล้ว จะทำการสรุปยอดหนังสือที่แน่นอน และทำการพิมพ์
    ซึ่งรวมเวลาพิมพ์ + การเตรียมการ
จัดส่ง แล้ว ไม่น่าเกิน เดือน พฤศจิกายน 2555 ค่ะ

   
** หากช้าที่สุด ด้วยเหตุสุดวิสัยก็จะพยายามไม่ให้เกิน เดือน ธันวาคม นะคะ

ทั้งนี้ ข้าเจ้ายังมือใหม่ในการจัดพิมพ์ ดังนั้น เรื่องระยะเวลาอาจมี +/- บ้างเล็กน้อย
ขอความกรุณาเข้าใจด้วยนะคะ
 
 
 
หนังสือขายยกชุก 4 เล่ม เท่านั้น ไม่แยกนะคะ
( 4 เล่ม จบอวสานเลยค่ะ และแต่งจบแล้วทั้งหมดค่ะ )

ซึ่งราคาต่อชุด น่าจะไม่เกิน 1,600 บาท ค่ะ
ทั้งนี้จะพยายามหาวิธีลดต้นทุนให้มากที่สุดค่ะ
เนื่องจากหนังสือมีค่อนข้างหนา และต้องพิจารณาจากจำนวนในการสั่งพิมพ์ด้วยค่ะ



แจ้งเรื่องค่าส่งค่ะ


เฟิ่งหวงได้เช็คนน.โดยคร่าว และตรวจสอบกับทางไปรษณีย์แล้วนะคะ
( ค่าจัดส่งรวม การแพคหนังสือ + ห่อบับเบิ้ลลงกล่องพัสดุ )


** สามารถส่งหนังสือไปต่างประเทศได้ อัตราตามไปรษณียฺ์กำหนดค่

- EMS   200  บาท
- พัสดุ   100  บาท


* เนื่องจากหนังสือ นน. เกินกว่า 2 kg.  ดังนั้นจึงไม่สามารถส่งเป็นแบบลงทะเบียนได้
แต่ทางไปรษณ๊ย์บอกว่า พัสดุลงกล่องปกติก็จะมีเลขทะเบียนเช็คได้ค่ะ
แต่ว่าต้องเช็คกับไปรษณีย์ปลายทาง เพราะทางไปรษณีย์ไทยไม่มีบริการเช็คออนไลน์ในกรณีนี้ค่ะ

 ** คนที่จองไปแล้ว หากต้องการเปลี่ยนวิธีส่ง
            สามารถส่งเมล์  Reply แจ้งมาได้ค่ะ
            ขอความกรุณาแจ้ง
ภายใน วันที่  30 กันยายน นะคะ




ส่งมาทางอีเมล์  ::  fengprint [add] gmail.com


ชื่อ - นามสกุล

ที่อยู่จัดส่งหนังสือ

เบอร์โทรศัพท์ *

E-mail ที่ใช้ประจำ เช็คบ่อยๆ

จำนวนชุดที่ต้องการสั่ง

วิธีการจัดส่ง EMS / ลงทะเบียน