ร่าง ในอาภรณ์ผ้าต่วนสีขาวคลุมกายยาวคล่อมข้อเท้า ผมยาวดำขลับรวมขึ้นเหนือศีรษะ ผูกทับด้วยเชือกผ้าสีขาวเฉกเช่นสีอาภรณ์ ยืนอยู่บนก้อนหินใหญ่เผยผิวขาวละเอียดราวหิมะ แลดวงตากลมโตสีนิลก็แฝงประกายจรัส ผู้เยาว์ยืนผิวขลุ่ยไผ่ขาวเป็นบทเพลงแปลกประหลาด ท่วงทำนองดุจดำดิ่งสู่ห้วงสมุทร ไม่ทันไรก็โผทะยานดังมังกรเหินแล้วบิดกายแตกสลายหายไป เจ็บปวดเหลือคณา แม้เป็นเช่นนั้นแต่ท่วงท่าและใบหน้าสงบของผู้ผิวกลับจับตายิ่งนัก แพขนตาดำสนิทเกลี่ยผิวขาวดุจหิมะให้น่าดูชมยิ่ง

            จบหนึ่งบทเพลงแล้ว มือเรียวจึงลดขลุ่ยลง

            “ใบหลิวพริ้วลมเล่นเอนไหว ลำต้นไยมั่นคงดั่งภูผา”

เสียงใส กล่าวกลอนคู่บทหนึ่ง ก่อนหันปลายเท้าตบพื้นทะยานกายสูง ลมพัดพริ้วผ่านชายอาภรณ์ขาวสะอาด สะบัดราวหงส์สยายปีก ปลายเท้าสะกิดกิ่งไม้ต้นหนึ่งสู่อีกต้นหนึ่ง ทั้งรวดเร็วและแผ่วเบา

 

            หน้าเรือนหลังน้อยอันเงียบสงบ ฝีเท้าอันหนักแน่นย่ำกราย เรือนน้อยยังเหมือนเดิมไม่แตกต่างจากวันวาน  บุรุษ หนุ่มร่างสูงกำยำ คิ้วหนาดำเข้ม แววตานิ่งสงบยืนรำลึกถึงวัยเยาว์อันผ่านพ้น ตามองสำรวจพลางสองเท้าก็ก้าวเข้าไปในตัวเรือนซึ่งไร้เงาผู้คน ไม่ทราบเจ้าของเรือนน้อยหายไปยังที่ใด

            เขาเดินเรื่อยมาจนถึงห้องครัวซึ่งมีพื้นที่ไม่กว้างนัก ก็แลเห็นแผ่นหลังผู้หนึ่งยืนทำลับๆล่อๆ รื้อหาของ  ดวงตาอันสงบนิ่งพลันเปล่งรัศมีกร้าว ตัวกระบี่ทั้งฝักถูกตบพุ่งทะลวงออก ฟาดลงบนไหล่คนตรงหน้าอย่างแรง

            “โอ้ย”

            เจ้าของไหล่เล็กสะท้าน ร้องอย่างเจ็บปวดแล้วรีบหันขวับ เนตรกลมโตสุกใสส่องประกายโทสะ จ้องฝ่ายที่ลงมือต่อตนเขม็ง

            “เจ้าเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร คิดจะขโมยของรึ”

            พลัน บุรุษร่างใหญ่กว่าตนกลับตวัดกระบี่ ตบตีตามข้อแขนและขาของร่างเล็กติดต่อกันไม่ออมมือ จนผู้ที่กำลังรื้อหาของรับประทานในครัว ต้องทรุดเข่าข้างหนึ่งจรดพื้นแล้วยันข้างหนึ่งไว้ ทว่าร่างสูงใหญ่กลับกล่าวด้วยเสียงกร้าวว่า

            “หึ เจ้าหัวขโมยอย่าได้ป้ายสีผู้อื่น คิดจะฉวยชิงของจากซือฝุข้ามิง่ายดายนักหรอก”

            ร่างเล็กยินดังว่าก็รีบยืดกาย ปลายเท้ากวาดรวดเร็ว หลบหลีกฝ่ามือที่เข้าจะมาจับกุมตัวได้อย่างหวุดหวิด

            ดวงตากลมโตเปล่งประกายราวเจอสิ่งถูกใจ ...ที่แท้เป็นเขา...

            ร่างเล็กยกยิ้มมุมปาก แล้วร้องยั่วยุอีกฝ่าย

            “คิดจะจับข้าต้องดูว่ามีฝีมือเพียงไร” ว่าแล้วร่างน้อยในชุดขาวก็พริ้วกาย พุ่งทะยานออกจากห้องคับแคบสู่ลานกว้างหน้าเรือน

            ร่างสูงใหญ่ที่ติดตามมา ส่งฝ่ามือหมายจับกุมร่างเบื้องหน้า ทว่าร่างนั้นเคลื่อนตัวว่องไว พริ้วกายหลบได้ทุกครั้งไป

            ใบหน้าเรียวมนลอบยิ้ม

          มิคาดว่าจากไปสองปีเขาจะจำมิได้เสียแล้ว

            เมื่อเท้าเล็กสะกิดพสุธาเหินทะยานสู่เบื้องบน อีกฝ่ายก็โผตามไม่ลดละ

            “จะหนีอย่างไรพ้น เจ้าหัวขโมย” เสียงห้าวตะโกนตาม

          มิได้การ หัวขโมยนี่ถึงกับมีวิชาตัวเบาขั้นนี้ และยังคลับคล้ายวิชาวายุเหมันต์ของซือฝุอีก

            ร่างสูงตัดสินใจส่งพลังภายในสู่ปลายกระบี่ทั้งในฝัก เข้ากระแทกร่างน้อยที่กำลังทะยานสูงลิ่ว

            ...พลั่ก...

            ไหล่เล็กนั้นถูกกระแทกอย่างแรง กระทั่งเจ้าของวิชาตัวเบาล้ำเลิศเมื่อครู่ร่วงจากกลางเวหา เสียงเล็กจึงได้ร้องบอกอย่างตกใจ

            “ศิษย์พี่ ข้าจะตกแล้ว”

            ร่างใหญ่กำยำหรี่ตา

          เมื่อครู่หัวขโมยนั่นเรียกเขาว่า ศิษย์พี่ หวนระลึกถึงเมื่อสองปีก่อน เขาได้พบดรุณีน้อยสลบไสลที่ริมตลิ่ง หรือว่า...

            แม้ กายจะสูงใหญ่ ทว่าพลังภายในก็ผลักส่งร่างนั้น ถลาลงรวดเร็วดั่งใจคิด มือหนึ่งยื่นสุดตัวฉวยแขนเล็กเบื้องล่างแล้วดึงร่างน้อยเข้าหากายตน มืออีกข้างก็ช้อนร่างนั้นเอาไว้ได้ทันก่อนกระแทกพื้นเพียงก้าว ก่อนปล่อยสองเท้าเหยียบบนพสุธานุ่มนวลดุจลมพัดกราย

            ร่างบางในอ้อมแขนหลับตาแน่น ดั่งทารกน้อยหวาดกลัวสิ่งใด ร่างสูงจึงค่อยปล่อยร่างในอ้อมแขนให้ได้ยืน

            เจ้าของเสียงร้องเมื่อครู่จึงกล้าลืมตามอง แล้วถอนหายใจใหญ่

            “สวรรค์ ข้ายังมิตาย ไฉนลงมือโหดร้ายกับข้าถึงเพียงนี้เล่า”

            ขณะ ที่เจ้าตัวสำรวจแขนขาตัวเอง ร่างสูงกำยำก็มองทุกท่วงท่ากิริยนั้น ใบหน้ามนขาวพิสุทธิ์ราวหิมะ เรือนผมดำขลับรวมตึงสูง อาภรณ์ขาวเฉกเช่นเดียวกับซือฝุและเขาในสมัยก่อน

            “เจ้าคือ...” เสียงทุ้มเอ่ยถามผู้ที่กำลังสำรวจบาดแผลตัวเอง

            ใบหน้านวลขมวดคิ้ว ทำราวครุ่นคิดแล้วมองอีกฝ่าย

            นี่นะหรือเหวินอี้หลิน ใบหน้าคมเข้มแผ่รัศมีดุดัน แตกต่างแต่ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลง

            แม้นางเหมือนดรุณีอายุราวสิบหกสิบเจ็ดขวบปี แต่ตัวตนที่แท้จริงยังถือว่าอาวุโสกว่าบุรุษตรงหน้าอยู่ส่วนหนึ่ง

            “ข้าคือเสวี่ยเหยาอย่างไรเล่า ศิษย์พี่” มือขาวผ่องยกขึ้นประสานพร้อมรอยยิ้ม

            เห วินอี้หลินไม่ได้จดจำเรื่องราวของดรุณีศิษย์น้องที่พบหน้าเพียงสองวันได้นัก ทว่าสิ่งเดียวที่ระลึกได้ มีเพียงรอยยิ้มอันสดใส เจิดจ้าของนาง

            “เป็นเจ้า แต่เหตุใด...” เหวินอี้หลินมองอาภรณ์บุรุษบนร่างบาง

            เสวี่ยเหยาก็ยิ้ม

            “เป็นคำสั่งซือฝุ ว่าแต่ศิษย์พี่กลับมาเยี่ยมซือฝุหรือ”

            เหวินอี้หลินไม่ว่ากระไร เพียงกวาดตามองไปรอบๆ

            เสวี่ยเหยาเห็นดังนั้นก็กล่าวว่า

            “ซือฝุออกไปข้างนอกอีกครู่คงกลับมา ท่านเข้ามารอด้านในก่อน”

           

            เส วี่ยเหยารินน้ำชาให้อีกฝ่าย แล้วเอ่ยถามถึงจุดประสงค์ในการมาของเหวินอี้หลิน ทว่าคำตอบของคือ ยุทธภพเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น และนั่นเป็นสาเหตุที่ต้องกลับมาแจ้งกับจางป๋ายอี้

เวลาแม้ ผ่านไปสองสามชั่วยามแล้ว ทว่าเหวินอี้หลินหาได้พูดคุยมากความ ถามคำตอบคำ รึไม่ก็เลี่ยงไม่ตอบคำถามสารพัดจะสรรหาของเสวี่ยเหยา กระทั่งนางชักสีหน้าเบื่อหน่าย

            ตะวัน คล้อยเหนือผืนนที แสงสีส้มสาดส่องทั่วผืนดิน เรือนน้อยถูกย้อมด้วยแสงสุรีย์ยามเย็น บัดนั้นเงาร่างหนึ่งก็ก้าวเข้ามาอย่างสบายอุรา มือหนึ่งลูบเคราสีเงินยวง รอยยิ้มผุดบนใบหน้าเหี่ยวย่น ทว่าไม่ทันก้าวเท้าเข้าเรือนก็ร้องว่า

            “อี้หลิน เหยาเอ๋อร์ พวกเจ้าเตรียมอาหารเย็นเสร็จแล้วหรือไม่”

            จางป๋ายอี้ได้คำนวณไว้แล้วว่าศิษย์เอกจะมาหาในวันนี้ ช่างแม่นยำราวเทพสามตา สมกับฉายา...กระบี่พยากรณ์

            ร่าง เล็กได้ยินเสียงคุ้นเคยก็ถลาวิ่งออกไปหาซือฝุเฒ่า มือเรียวเกาะแขนเขาแล้วชี้มาทางเรือน ที่มีร่างสูงใหญ่เยื้องย่างอย่างผ่าเผยมาทางพวกตน

            “ซือฝุ ศิษย์พี่มาหาท่าน เขายังเกือบจะฆ่าข้าด้วย” เสวี่ยเหยาทำหน้าตาออดอ้อน ด้วยคิดว่าผู้เฒ่าจะหลงกลดั่งญาติผู้ใหญ่ในมิติของตัว ทว่าจางป๋ายอี้กลับหัวเราะก้อง

          เจ้าศิษย์ผู้นี้ มิได้ทำท่าทางออดอ้อนซือฝุชราเช่นเขานานมากแล้ว

            เหวินอี้หลินจึงเหล่สายตาไปยังศิษย์น้องที่เกาะแขนซือฝุ

            “คารวะซือฝุ อี้หลินมาโดยมิบอกกล่าว ขอซือฝุโปรดอภัย” สองมือหยาบกร้านประสานคำนับ

            ผู้ชรามองดูรูปร่างสูง บึกบึน ท่วงท่าองอาจของเหวินอี้หลินก็เอามือลูบเคราอย่างพอใจ

            “สองปีผ่านไป ได้ยินชื่อเสียงเลื่องลือ นับว่าผู้เฒ่ามิเสียหน้าแล้ว” เอ่ยจบ พลันเปล่งเสียงหัวเราะพึงใจ

            “เพราะได้รับการสั่งสอนจากท่าน”

            “ซือฝุ”

            เสวี่ยเหยาเรียกย้ำ พลางหลิ่วตาไปทางเหวินอี้หลิน เพียงเท่านี้ผู้เป็นซือฝุก็เข้าใจ

            “มิใช่เจ้าแกล้งอี้หลินก่อนรึไร ถึงได้เจ็บตัว” กล่าวจบก็หันไปทางศิษย์เอกชวนเข้าเรือน สนทนาไปรับประทานอาหารเย็นไปตามประสาศิษย์อาจารย์ หาได้สนใจอาการแง่งอนของเสวี่ยเหยา

            สองบุรุษต่างวัยสอบถามสารทุกข์สุกดิบ บางคราเหวินอี้หลินก็เล่าเรื่องราวในนครหลวงให้ฟัง ว่าราชสำนักเป็นเช่นไร ยุทธภพเป็นเช่นไร

            “ซือฝุ ท่านได้ยินเรื่องกระบี่เจิ้งจื่อถูกชิงจากสำนักเซียนกระบี่บ้างหรือไม่ขอรับ”

            “ได้ยินว่าเสินซี เจ้าวังเหยียบเมฆาเป็นผู้ลงมือรึ”

            “สำนัก เซียนกระบี่เล่าว่า ผู้ที่บุกชิงกระบี่วิเศษปิดครึ่งหน้าด้วยหน้ากากทอง ที่สำคัญอาวุธซัดบนศพนั้นเป็นมืดสั้น เช่นเดียวกับที่พบบนเสาของพรรคมารดาวจรัสเมื่อหกปีก่อน”

            จางป๋ายอี้วางตะเกียบ แล้วลุกขึ้นยืนลูบเคราเงินของตน

            “เป็นเสินซี ผู้สังหารล้างพรรคดาวจรัสจริงหรือนี่”

            ทั้ง คู่นิ่งเงียบครุ่นคิด วังเหยียบเมฆาที่โดยกระทันหันก็ปรากฏตัวเมื่อหกปีก่อน ล่าสังหารเหอเถี่ยะสง...จอมมารอำมหิต ประมุขพรรคดาวจรัสผู้ที่เหล่าสำนักใหญ่ยังไม่อาจกำจัด

            ในคืนเดียวจ้าวพรรคมารกลายเป็นผีหัวขาด เลือดไม่หยดลงพื้นแม้แต่น้อย เพลงกระบี่เหนือยอดกระบ