ไม่ คาดคิด กระทั่งตะวันคล้อยจมหายในนที แต่ทั้งสามก็ยังคงอยู่ห่างไกลจากประตูเมืองนัก คืนนี้จึงเป็นราตรีแรกของเสวี่ยหยาที่จะได้สัมผัสการนอนการนอนค้างกลางป่า

            ร่างทั้งสามทะยานกายสู่พงไพร ซึ่งไม่ห่างจากเส้นทางเดินเท้ามากนัก เหวินอี้หลินในฐานะศิษย์เอกทำการตระเตรียมก่อกองไฟ และหาสัตว์ป่ามาแล่เนื้อย่าง แม้เสวี่ยเหยาพยายามจะช่วยหาผลไม้ป่าเฉกที่เคยเห็นในหนังสือและดูจากทีวี แต่ชีวิตจริงกลับไม่ง่ายดั่งภาพเหล่านั้น นางไม่รู้จักผลไม้ในป่าเลยแม้ชนิดเดียว ที่เคยภูมิใจว่าตนสามารถหาผลไม้ป่ากลับมายังเรือนของซือฝุได้มากมาย มีอันพังทลาย

            ครั้น ท้องฟ้ามืดสนิทก็เหลือบเห็นกองใบไม้กองใหญ่วางสุมไว้ ทีแรกเสวี่ยเหยาคิดว่าเป็นเชื้อไฟจึงหมายโยนลงกองเพลิงเสีย ทว่าเหวินอี้หลินก็ร้องดุนางยังให้ร่างน้อยโมโห

กระทั่งเจียนจะล้มตัวลงนอนจึงได้แจ้งว่า ที่แท้กองใบไม้แห้งนี้ศิษย์พี่ผู้ปั้นหน้ายากตระเตรียมไว้ให้นางหนุนนอน ครานั้นเสวี่ยเหยาจึงได้รู้สึกว่า แท้จริงเหวินอี้หลินผู้นี้มีจิตใจอ่อนโยนซุกซ่อนอยู่อย่างไร

            เปลว เพลิงลามเลียไม้ฟืน เกิดสะเก็ดไฟดังเปรี๊ยะ ในค่ำคืนเงียบสงัด มองไปทางใดก็พบเพียงความมืด ราวผืนผ้าใบสีดำคลี่คลุมเอาไว้ แม้ไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศและพื้นดินจะแข็งหยาบ แต่เสวี่ยเหยาก็ผล๊อยหลับโดยง่าย

           

            หน้า ประตูเมืองหนาแน่นด้วยผู้คนสัญจร เกวียนบรรทุกของจากต่างเมืองทั้งเข้าและออก ต่างถูกทหารเฝ้าประตูเปิดตรวจสอบตามปกติ แลทางหนึ่งก็เห็นชายฉกรรจ์ร่างใหญ่แบกซากสัตว์ป่าเข้ามาให้พ่อค้าในเมือง แลไปอีกทางก็เห็นชาวบ้านเข้าออกกันขวักไขว่ ทั้งหลายต่างต้องรีบเดินทางก่อนตะวันตกดิน ด้วยเกรงประตูเมืองจะปิด

            จาง ป๋ายอี้และศิษย์ทั้งสองเดินทางมาถึงก็เป็นเวลาสายแล้ว ครั้นเดินตรงเข้าสู่ตัวเมืองก็พบบ้านเรือนทำด้วยไม้มีลายสลักหน้าประตู เรื่อยถึงหลังคา แม้เรียบง่ายแต่ช่างดึงดูดเสวี่ยเหยาให้เหลียวหลังมองเรื่อยไป

            “ถึงเมืองซ่านโหลวแล้ว พวกเราก็ไปเยี่ยมคารวะเจ้าสำนักดาบมรกตเสียหน่อยเถิด” จางป๋ายอี้เอามือลูบเครายาว

            “ขอรับ”

            “สำนักมรกตคือที่ใด” เส วี่ยชะโงกหน้าถามซือฝุที่เดินทอดน่องไม่เร่งรีบเช่นที่ผ่านมา สองตามองสภาพเมืองอย่างละเอียดยิ่ง จางป๋ายอี้ห่างหายจากความจอแจของชุมชนเมืองเสียหลายปี

            “คือสำนักมีชื่อแห่งหนึ่งในยุทธภพ มีเจ้าสำนักเป็นสตรี และที่นี่พวกเราจะสืบข่าวเสินซีได้”

“เจ้าสำนักเป็นหญิงหรือ ฟังแล้วน่ายกย่องใช่หรือไม่ศิษย์พี่” นางหันไปทางเหวินอี้หลินที่คงใบหน้าเรียบเฉย

“ธรรมดาทั่วไปสำนักดาบมิใคร่จะให้สตรีสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก”

“ข้าอยากเจอนาง ซือฝุ พี่อี้หลินพวกเรารีบไปกันโดยเร็วเถิด”

หัตถ์บอบบางก็จับมือทั้งผู้เฒ่า บุรุษหนุ่มเดินลิ่ว

มือใหญ่หนาของเหวินอี้หลินพาลกระตุกชั่วแล่น

“เหยาเอ๋อร์ ชายหญิงมิควรใกล้ชิด” เสียงทุ้มเอ่ยเตือนนาง

“ข้าเป็นชายอกสามศอก ศิษย์น้องของท่านต่างหากเล่า”

มือหนาหาได้รับอิสระไม่ ยังคงถูกนางลางจูงอยู่เช่นนั้นเอง

เหวินอี้หลินมองซือฝุ เห็นผู้เฒ่าไม่กล่าวสิ่งใดก็เงียบไว้ ทั้งที่สัมผัสนุ่มนิ่มในมือกระตุกหัวใจของเขาให้แปลกประหลาด

 

ไม่คาดว่าสำนักดาบมรกตจะอยู่ภายในเมือง ไม่ไกลสันโดดเช่นสำนักอื่นๆ หน้าประตูทางเข้ามีบุรุษร่างหนาสองคนยืนเฝ้าอยู่ เหวินอี้หลินเข้าไปแจ้งความประสงค์แล้วรอคอยครู่หนึ่ง ประตูใหญ่ก็เปิดออกอีกครั้ง

เมื่อทั้งสามเดินผ่านประตูใหญ่ ก็เห็นทางเดินสองข้างล้วนเป็นดินดำ หากมีกระถางใหญ่มีควันขาวพวยพุ่งวางอยู่ประปราย

เสียง..เคร้ง...คว้าง ดาบประดาบสนั่นของบุรุษร่างกำยำสิบกว่าคนในชุดทะมัดทะแมง ซึ่งกำลังรำดาบฟาดฟันอย่างเต็มกำลัง คนเหล่านี้ล้วนเป็นศิษย์ของสำนักดาบมรกต

เมื่อมาถึงตึกรับรองก็พบสตรีผู้หนึ่งวัยราวสี่สิบ ปี บุคคลิกนุ่มนวลแต่น่าเกรงขาม สวมอาภรณ์ผ้าต่วนคลุมด้วยผ้าไหมสีเขียวยืนคอยอยู่พร้อมเด็กรับใช้ นางประสานมือคำนับทักทายจางป๋ายอี้

“ท่านจางให้เกียรติมาเยือน นับเป็นวาสนาแก่สำนักดาบมรกต”

“เจ้าสำนักกล่าวเกินไป ท่านสบายดีหรือ”

“ข้าสุขสบายดี” นางหันไปทางร่างสูงใหญ่ข้างกายจางป๋ายอี้

“เหวินอี้หลินคารวะเจ้าสำนัก”

“ศิษย์ของท่านผู้นี้ โตขึ้นแล้วบุคคลิกมิเลวจริงๆ”

นางมองบุรุษหนุ่มรูปร่างสูงกำยำสมส่วน ใบหน้าคมเข้มสะดุดตาก็ชื่นชม แล้วหวนนึกถึงยามเยาว์ว่า บุรุษหนุ่มผู้นี้ยังมิเปล่งรัศมีกล้าเพียงนี้

เสวี่ยเหยามองชื่นชมบุคคลิกของเจ้าสำนักอย่างเพลิดเพลิน ก่อนค่อยรู้สึกตัวประสานมือคำนับบ้าง

“คารวะเจ้าสำนัก”

สตรีอาวุโสเบือนหน้า แล้วก้าวมาทางเสวี่ยเหยาซึ่งยังก้มศีรษะอยู่

“ผู้นี้คือ..”

“เป็นศิษย์ของข้าอีกหนึ่ง ทว่ายังด้อยฝีมือนัก” จางป๋ายอี้รีบแนะนำ

“มิคิดว่าท่านมีใจคอรับศิษย์อีก หายากนัก... เจ้าโชคดียิ่งที่ท่านจางยอมสั่งสอน ในปฐพีนี้แม้ผู้คนคุกเข่าอ้อนวอน ผู้เฒ่าก็มิรับศิษย์”

นางหัวเราะอย่างองอาจผิดกุลสตรีทั่วไป

“เจ้าสำนักกล่าวเกินไปแล้ว”

“เชิญพวกท่านนั่งเถิด เราจะได้สนทนาถึงกิจธุระที่ทำให้ท่านจางถึงกับออกจากเร้นกาย”

น้ำชาถูกสาวใช้นำมาวางบนโต๊ะข้างที่นั่งของแต่ละคน

“ท่านคงทราบเรื่องกระบี่เจิ้งจื่อแล้ว?” จางป๋ายอี้ถามเจ้าบ้าน

“เสินซีนั้นชิงไปจากสำนักเซียนกระบี่ และยังสังหารศิษย์เซียนกระบี่ไปหลายสิบคน ข้ามิเคยคิดมาก่อนว่าผู้ที่กำจัดมารพรรคดาวจรัสจะชั่วช้าเช่นนี้”

            “มีผู้เห็นเสินซีลงมือด้วยหรือ”

“ศิษย์ที่เข้ามาช่วย ทันเห็นว่าสวมหน้ากากเฉกคนของวังเหยียบเมฆา และพบมีดสั้นของเสินซีแบบเดียวกับหกปีก่อนบนศพ”

ใบหน้าสูงวัยของสตรีเจ้าบ้านฉายแววกังวล

“แรกที่พบมีดนั่นยุทธภพก็กล่าวขานถึงตำนานหนึ่งราตรีร้อยศพ” นางหยุดครู่นึงแล้วกล่าวต่อ

“เลือดมิหยดลงพื้นแม้เพียงนิด เป็นกระบี่เหนือยอดกระบี่จริงๆ” นางผู้นั่งตำแหน่งสูงเอ่ยราวชื่นชม หากน้ำเสียงมีแววสะท้าน

วังเหยียบเมฆามีจุดประสงค์ใดต่อกระบี่เจิ้งจื่อ ทั่วทั้งยุทธภพยังมิอาจทราบได้

เสวี่ยเหยามองซือฝุเอามือลูบเคราราวครุ่นคิด

“เช่นนั้นท่านได้ข่าวของเสินซีอีกหรือไม่”

“บ้างว่าเห็นเสินซีปรากฏกายแถบเมืองซ่านโหลว คาดว่าเขาคงจะมิหยุดมือเพียงกระบี่เจิ้งจื่อเป็นแน่ ทว่าบ้างก็ว่าไปปรากฏตัวที่ไห่หนาน”

บัดนี้ราวเมฆหมอกแห่งความคลุมเคลือปกคลุม ไม่มีผู้ใดเดาใจเจ้าวังเหยียบเมฆาคนใหม่นี้ได้ แม้ที่ตั้งสำนักก็เร้นลับ ไปมาไร้ร่องรอย ทั้งโฉมหน้าของเจ้าวังและทูตรับใช้ก็ซ่อนเร้นใต้หน้ากาก

สนทนาได้ครู่ใหญ่ จางป๋ายอี้ก็ขอลาเพื่อเดินทางต่อ แม้สหายเจ้าสำนักของเขาจะเชิญให้อยู่พักที่สำนัก แต่กระบี่พยากรณ์ปฏิเสธ

ทั้งสามคำนับลาออกจากสำนักดาบมรกตได้ครู่หนึ่ง ก็กลับเข้าตัวเมือง

ร่างน้อยก็เอ่ยถามด้วยอดสงสัยมิได้

“ซือฝุ ไยเราเดินกลับเข้าเมือง มิเดินทางต่อหรอกหรือ”

“หากเราต้องการเบาะแสเพิ่ม ก็ต้องไปยังแหล่งชุมชน” ซือฝุของนางเอ่ย

ที่ใดจะดีไปกว่าโรงเตี๊ยม ซึ่งเป็นที่ชุมนุมของพ่อค้าเดินทางต่างเมืองและชาวยุทธ์มากหน้า ที่ผ่านมาแต่ละวันไม่ซ้ำหน้า คนเหล่านี้มักพกข่าวจากทุกหนแห่งในแผ่นดินเพื่อเล่าขานในโรงเตี๊ยมทั้งนั้น

 

เสวี่ยเหยาตื่นตาตื่นใจยิ่งเมื่อได้เห็นร้านรวง สองข้างทางเดินในตลาด ผู้คนขวักไขว่จับจ่ายขายของ ทั้งร้านขายเครื่องประดับ ผ้าพับ ดูดวง เครื่องปั้นดินเผาและขนมต่างๆ

 “ซือฝุข้าขอเดินไปดูทางนั้นได้หรือไม่ ให้พี่อี้หลินไปเป็นเพื่อนข้าด้วย” นิ้วเรียวชี้ไปยังร้านขายภาพวาดแห่งหนึ่ง

“พวกเจ้าไปเถิด ข้าจะเดินดูรอบๆเสียหน่อย แล้วเราค่อยไปพบกันที่โรงเตี๊ยมยามสาย”

“ขอรับ”

สิ้นคำ เสวี่ยเหยาที่คิดจะเอามือฉุดลากแขนใหญ่ของเหวินอี้หลินก็นึกได้ นางเห็นพวกกงจื้อ (คุณชาย) ผู้ดีในตลาดเมื่อครู่ จึงเชิดคางเล็กน้อยมือถือพัดเคาะอีกมือ เยื้องย่างอย่างสง่า

“เหมือนหรือไม่” นางถามบุรุษข้างกาย

“สิ่งใดเหมือน”

“ท่าเดินข้า เหมือนพวกกงจื้อเหล่านั้นรึยัง”

นางพยักเพยิดให้เขาดูต้นแบบซึ่งเดินสรวลเสด้านหน้า เหวินอี้หลินก็ส่ายหน้านึกขันกับความคิดของนาง

“ดีแล้ว ดีกว่าเจ้าเดินเกาะแขนบุรุษไปทั่ว”

นางคิดว่าถูกเขาค่อนขอดจนได้ จึงสะบัดหน้าเดินไปอีกทางหนึ่ง

ทว่าแท้จริงเหวินอี้หลินไม่อยากให้นางซึ่งเป็นสตรีเที่ยวไปจับมือใกล้ชิดบุรุษใด แม้ยามนี้ในอยู่ในสภาพของบุรุษ แต่...ก็มิสมควร

เสวี่ยเหยาเดินชมตลาดอย่างเบิกบาน พลันสายตาก็เคลื่อนไปเห็นคนผู้หนึ่งยืนถือไม้ทำด้วยฟางมัดแน่น  มีไม้เล็กๆซึ่งมีลูกสีแดงๆหลายลูกเสียบอยู่

“นี่คือสิ่งใด”

“ถังหูลู่อย่างไรเล่า” เหวินอี้หลินตอบ

“ท่านมีเงินหรือไม่”

นางเอ่ยเท่านี้ เหวินอี้หลินก็ทราบความต้องการของนางที่ขอให้เขาเดินเที่ยวเป็นเพื่อนแล้ว

“เอาให้ข้าสองไม้” เหวินอี้หลินเอ่ยแล้วล้วงเงินจำนวนหนึ่งส่งให้ แล้วยื่นพุทราเชื่อมทั้งสอง