อึด อัดเหลือเกิน...ดั่งไร้เรี่ยวแรง พลังทั้งมวลถูกขับออกมาเพียงเพื่อจะเปิดเปลือกตา แพขนตาสีดำสั่นระริก เจ้าของร่างกลั้นใจลืมตาโพลง สมองมึนงงไม่อาจจับความได้นั้น รับรู้เพียงเบื้องหน้าคือเพดานสีอ่อนไม่สูงนัก

           แม้ริมฝีปากอยาก เอ่ยถาม หากค้างเกร็งไม่อาจเขยื้อน ร่างเล็กคล้ายยินเสียงแว่วกระทบโสตดั่งมีผู้หนึ่งพูดอยู่ใกล้ๆ ทว่าไม่อาจเอียงคอมอง บัดนั้นริมฝีปากอิ่มก็ถูกแง้มด้วยก้อนกลมๆใส่ในปากให้รสขมแปลกประหลาด ก่อนถูกพยุงให้นั่งพิง แล้วกระแสพลังเย็นสายหนึ่งก็กระแทกจากแผ่นหลังสู่ใจกลางกาย เสวี่ยเหยาสิ้นแรงสุดท้ายสติสัมปชัญญะจึงดับวูบ

            ไม่ ทราบจันทราโผล่พ้นขอบเส้นสีดำเป็นคราที่เท่าไร นิ้วเรียวผุดผ่องจึงขยับกำมือได้ เนตรโตเปิดกว้างกระพริบปริบ มือยกขึ้นจับหน้าผากราวใคร่ครวญ มืออีกข้างค่อยดันตัวขึ้นพิงหลังหัวเตียง เมื่อการรับรู้แจ่มชัดจึงหันมองสิ่งรอบกาย

ที่แท้นางอยู่ใน ห้องนอนอันเรียกได้ว่างดงามแห่งหนึ่ง เตียงไม้เงาวับมีผ้าบางสีฟ้าอ่อนตวัดคลุมอยู่เหนือขึ้นไป กลางห้องมีโต๊ะไม้สลักลวดลายอ่อนช้อย บนนั้นพบขลุ่ยไผ่ขาวของนางวางอยู่ พอเคลื่อนสายตาไปยังริมห้อง ก็พบตู้ไม้สีน้ำตาลเข้ม

            ปลาย เท้าเล็กห้อยลงสวมรองเท้าที่วางอยู่ เสวี่ยเหยายืดกายขึ้น ทันใดก็เกิดอาการชารั้งที่เท้าทั้งสอง นางลนลานจับขอบเตียงพยุงกายครู่หนึ่ง ถึงค่อยมีเรี่ยวแรงก้าวเดินอย่างละน้อย ค่อยฉุกคิดก้มมองบนร่างตน เห็นเสื้อตัวนอกถูกปลดออกเหลือเพียงเสื้อสีขาวด้านในก็สีหน้าซีดเผือด ทว่าเมื่อจับดูยังสัมผัสได้ถึงเสื้อหนาหลายชั้นที่ใส่ทับไว้เกินปกติเพื่อปก ปิดรูปร่าง

ไม่ ทราบว่าสวรรค์เป็นใจหรือไรที่นางไม่ได้มีอกอวบอิ่มเกินพอดี เพียงห่มกายด้วยเสื้อผ้าหนากว่าปกติหลายชั้นหน่อย ก็พออำพรางความเป็นสตรีเพศได้

            มิทราบที่นี่คือที่ใดกัน

            หลัง เปลี่ยนอาภรณ์แล้ว ร่างน้อยจึงออกเดินสำรวจหน้าห้องเห็นเป็นทางเดินยาว เรียงรายด้วยห้องหับหลายสิบด้วยกัน เสวี่ยเหยาเดินดูไปก็พบกับบ่าวรับใช้สองนาง เมื่อบ่าวนั้นเห็นอาคันตุกะหายดีลุกเดินเหินได้เป็นปกติ จึงได้เชิญไปพบเจ้าของคฤหาสน์หลังโตนี้

            เดิน ผ่านลานกว้างจากห้องพักไปไกลทีเดียวกว่าจะเห็นประตูใหญ่ที่เปิดอ้า ภายในมีโต๊ะเก้าอี้เรียงรายเฉกสำนักดาบมรกตที่นางไปเยือน ผู้อาวุโสวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนคอยอยู่ด้านในแล้ว เมื่อนางก้าวเท้าเข้าไป เขาก็ประสานมือคำนับทักทาย

            “ต้องขอขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือ หากมิได้ท่าน ประมุขแห่งหมู่ตึกเจ็ดดาราคงถูกพิษและถูกมารพิษบุปผาจับตัวได้เป็นแน่”

            ใบหน้าเล็กขยับขึ้นลงเบาๆ

“ที่นี่คือหมู่ตึกเจ็ดดาราหรือนี่”

            “ถูกต้อง ผู้คุ้มกันทั้งสามติดตามไปช่วยประมุขของเราและท่านพากลับมารักษาที่หมู่ตึก”

            “ข้าสลบไปกี่วันแล้ว”

            “ท่านหลับไปถึงสองวัน” พ่อบ้านของหมู่ตึกบอก

นางทำสีหน้าคิดหนัก

สองวัน สองวันแล้ว ซือฝุและพี่อี้หลินอยู่ที่ใดกันแล้ว ทราบหรือไม่ว่านางถูกพามาที่นี่

            เสวี่ยเหยาไม่ทันเสียเวลาตรึกตรองนาน ร่างโปร่งของบุรุษหนุ่มใบหน้าเกลี้ยงเกลาหมดจดก็ปรากฏกาย  พ่อบ้านโค้งคำนับแล้วเบือนหน้ามาทางนาง

            “นี่คือคุณชายอู๋หย่งเจี้ยน ประมุขหมู่ตึกเจ็ดดารา”

            “คารวะประมุขอู๋” มือขาวผ่องประสานคารวะก้มศีรษะเพียงนิด ด้วยเห็นเจ้าบ้านเป็นเพียงบุรุษอายุต่างจากนางไม่กี่ขวบปี

ไม่คาดอู๋หย่งเจี้ยนจะคารวะนางตอบ เป็นครั้งแรกที่เสวี่ยเหยาได้รับการนบนอบ

            “ขอบคุณคุณชายที่ยื่นมือช่วยเหลือ จนต้องเดือดร้อนไปด้วย”

            “หาได้ไม่ ข้ายึดหนทางแห่งวิญญูชนมินิยมการลอบกัด นอกจากนี้ข้ายังได้โอกาสงามรู้จักประมุขแห่งหมู่ตึกเจ็ดดารา ถือว่ามิเสียทีแล้ว”

            เส วี่ยเหยาพยายามเลียนแบบการพูดของเหวินอี้หลินและจางป๋ายอี้เต็มสามารถ นี่คือคราแรกที่ได้พบปะผู้คนโดยลำพัง นางจึงต้องเค้นสมองคิดหาคำพูดอันกลมเกลือน จนปวดเศียรเวียนเกล้า

            อู๋หย่งเจี้ยนผายมือเชิญอีกฝ่ายนั่ง

            “มิทราบคุณชายมีนามใด”

            “ข้าชื่อ...” นางหลับตาเพียงชั่วแวบ

ในเวลาฉุกละหุกเช่นนี้นางจะใช้นามใดได้

            “เสวี่ย”

            อู๋หย่งเจี้ยนมองร่างเล็กซึ่งมีผิวพรรณผุดผ่องขาวละเอียดดุจหิมะ ดวงหน้าหาได้หล่อเหลาคมคาย กลับดูเอนเอียงไปทางอ่อนหวานเล็กน้อย
            “จริงสิ เหตุใดเหล่าสตรีชุดแดงนั่นถึงจ้องทำร้ายท่าน” เสวี่ยเหยาซึ่งบัดนี้ใช้นามว่า ‘เสวี่ย’ เอ่ยถาม

            “หึ พวกมันคือศิษย์พรรคมารพิษบุปผา นางมารต้องการฝึก ‘พลังปราณพิษ’ อันเป็นวิชาพิษร้ายกาจ ซึ่งต้องอาศัย ‘พลังปราณของดาราเคลื่อนคล้อย’ ยอดวิชาของหมู่ตึกเจ็ดดาราเพื่อกลั่นสกัดพิษในกาย”

ประมุขหนุ่มเว้นจังหวะช่วงหนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อ

“มีเพียงประมุขแห่งหมู่ตึกเจ็ดดาราจึงทราบเคล็ดวิชานี้ พวกมันจึงหวังจะจับข้าไปอย่างไร”

            “อ้า มีวิชาพิสดารเช่นนี้ด้วย”

            เสวี่ยครุ่นคิดตาม เหนือกว่าที่นางฝึกวายุเหมันต์เพื่อกระโดดได้สูงแล้ว พลังปราณนามประหลาดนี่ ก็ยิ่งกว่าพิสดารอีก

            “จริงอย่างคุณชายว่าวิชานี้พิสดารนัก ยินว่าปราณพิษสามารถต้านทานพิษได้พันหนึ่งชนิด และผู้สำเร็จวิชาจะสามารถใช้พิษในร่างสังหารศัตรูได้เพียงกรายผ่าน เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในยอดวิชา ผู้สำเร็จจึงครองยุทธภพได้มิยาก”

            “ดีเพียงนั้นเชียว เช่นนั้นไยคนทั่วหล้ามิอยากฝึก” นางร้องอย่างสนใจ

            อู๋หย่งเจี่ยนส่ายศีรษะ

“มิมีสิ่งใดได้มา โดยมิแลกเปลี่ยน ผู้ฝึกต้องทนรับพิษชนิดหนึ่งซึ่งต้องทนทรมานสุดแสน หากทนมิได้มีแต่เลือกทางตายเท่านั้น... เช่นนี้ผู้ใดยังจะกล้าเสี่ยงอีก ยิ่งกว่านั้นในรอบสามร้อยปี นอกจากผู้เฒ่าไร้เคราผู้คิดค้นวิชาของพวกมัน ยังมิปรากฏว่าผู้ใดเคยฝึกสำเร็จ พวกมารบัดซบจึงหมายใช้ข้าทดลอง หึ”

            เส วี่ยพยักหน้าอย่างคล้อยตาม สตรีงามเปรียบดั่งกุหลาบหนามคมจริงแท้ นางสนทนากับอู๋หย่งเจี้ยนอยู่ครู่ใหญ่จึงพอรู้นิสัยใจคออีกฝ่ายได้ว่า เขาเป็นผู้ยึดมั่นคุณธรรมสมกับที่ชาวยุทธ์ยกย่องหมู่ตึกเจ็ดดาราให้เป็น หนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่ และยังได้ทราบว่าหมู่ตึกเจ็ดดาราที่กว้างขวางโอ่อ่านี้ ถึงกับมีตึกต่างๆถึงเจ็ดแห่งสมชื่อ แต่ละแห่งแยกตามวิชาที่ศิษย์ในสำนักฝึก ทั้งกระบี่ หมัด ฝ่ามือ ลมปราน ฯลฯ

 

            ยาม รัตติกาลเยี่ยมเยือน ผู้คนที่ชื่นชอบความวังเวงของสุสานหากไม่ใช่โจรลักศพแล้ว ก็ย่อมเป็นผู้มีความลับสำคัญยิ่ง บัดนี้ที่สุสานบรรยากาศน่าขนลุกกลับมีถึงสองผู้ ยืนอยู่คนละฟากสวมผ้าดำปิดบังใบหน้า ผู้หนึ่งกอดอกอีกผู้ยกมือไพล่หลัง ทั้งที่อยู่ในที่มิดชิดไม่เปิดเผยใบหน้าแท้จริง ก็ยังสามารถทราบว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใด หากไม่ใช่ผู้ที่สนิทสนมรู้จักกันดีย่อมไม่อาจวางใจกระทำ

            “พวกมันจะลงมือเกินไปแล้ว” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นราวไม่สบอารมณ์

            “หึ ผู้ใดให้เจ้าครองสิ่งที่พวกมันต้องการ” ผู้ยกมือกอดอกกล่าวคล้ายจะยิ้มเยาะ

            “หรือ เจ้ามิเกรงว่าหากพวกมันบรรลุวิชานั่น แล้วจะเป็นภัยต่อการครองยุทธภพ อีกทั้งยังมีฝ่ายธรรมะที่คอยเป็นหนามทิ่มแทง ศัตรูทั้งสองด้านนี้เจ้าจะรับมืออย่างไร”

เขาเว้นไว้ครู่เพื่อดูปฏิกิริยาอีกฝ่าย ก่อนเอ่ยต่อ

“ทว่าหากข้ายังอยู่ จะดำเนินการแนบเนียนอย่างไร ฝ่ายธรรมะก็จะมิขวางเจ้า“

            อีกฝ่ายคลายมือที่กอดอกครุ่นคิด