เมือง ตี่ก้าน เมืองท่าซึ่งเจริญแห่งหนึ่งด้วยติดแม่น้ำสายใหญ่ ผู้คนจึงสามารถสัญจรได้หลายเส้นทาง อีกทั้งสินค้าหนักก็ยังล่องเรือมาส่งได้ไม่ลำบากนัก

            เมื่อเส วี่ยสอบถามเส้นทางเพื่อไปยังเมืองจ้านเปี่ยนแล้ว ก็จูงม้าออกจากที่ชุมชน กว่าจะหลีกพ้นความหนาแน่นของตลาดได้ อาชาของนางก็มีสภาพทุลักทุเลไม่น้อย

มือน้อยยกชายแขนเสื้อซับเหงื่อผุดพรายที่หน้าผาก ก่อนจะโผนขึ้นม้าขับควบไป

            “ปล่อย...” เสียงร้องดังเข้าโสต

ยังให้เสวี่ยซึ่งกำลังควบอาชาชักบังเหียนอย่างเร็ว อาชาตัวพ่วงพีระงับฝีเท้ากะทันหัน ยกสองเท้าหน้าสูงร้องดัง

นางเงี่ยหูฟังอีกครา กลับไม่ได้ยินเสียงอันใดเพียงเสียงหัวเราะทุ้มใหญ่

ร่างน้อยลงจากอาชามองตามทาง เห็นบ้านรกร้างเรียงราย เมื่อเพ่งสายตาลองส่องดูก็มีอันกำมือแน่นเกร็ง รีบสาวเท้าไปยังเรือนหลังหนึ่ง มีสีหน้าถมึงทึงแล้วชี้นิ้วตวาดลั่น

            “โจรชั่ว บังอาจฉุดคร่าสตรีมาสนองตัณหารึ”

            ในเรือน ร้างมีบุรุษดูมีอายุในชุดผ้าไหมเนื้อดีผู้หนึ่ง กำลังกระชากอาภรณ์ของดรุณีหน้าตาจิ้มลิ้ม ซึ่งแผ่ร่างบนพื้นอย่างไร้ทางสู้ ด้านนอกยังมีผู้ติดตามร่างใหญ่สองคน ใบหน้าของพวกมันช่างกักขฬะยิ่ง นายของพวกมันยิ่งคล้ายผู้เฒ่าบ้าตัณหา

ผู้เฒ่าเห็นนางเป็นเพียงบุรุษบอบบางไม่ยากที่จะลงมือจัดการ ก็ร้องว่า

            “จัดการมันเสีย”

            ร่าง ใหญ่ทั้งสองก็พุ่งมาที่ตัวเสวี่ย มือเรียวจึงดึงขลุ่ยจากด้านหลังควงแล้วถ่ายพลังปราณ ใช้ขลุ่ยแทนกระบี่ฟาดใส่ลำตัวร่างใหญ่ที่หมายเอื้อมหมัดจะชกใส่

...ผัวะ... ผัวะ... หนึ่ง สอง สาม สี่ติดต่อกัน

ด้วยพลังวรรธที่ได้รับถ่ายทอด จากกระบี่พยากรณ์ แม้เพียงน้อยก็ยังสกัดร่างยักษ์ให้ทรุดคุกเข่าปวดระบม เมื่อนั้นปลายขลุ่ยแทนดัชนีเข้าจี้สกัดจุดอีกฝ่ายให้อยู่นิ่ง

อีกร่างที่จะมุ่งจะสั่งสอนเสวี่ยก็ยิ้มเหี้ยม มันคาดผิดไป บุรุษบอบบางนี่ไม่ใช่อ่อนแอดังประเมินไว้เสียแล้ว  มันจึงทุ่มกำลังสองแขนหมายกอดรัดร่างนั่น แล้วใช้แรงบีบให้กระดูกแหลกเหลว

ลำแขนใหญ่ราวท่อนไม้เอื้อมจะคว้า ร่างเล็กก็ผลุบตัวลงแล้วเตะข้อเท้ามันจนล้มลงตึง สบโอกาสให้นิ้วเรียวก็สกัดจุดได้ทันที หากมองดูสภาพในบ้านร้างดั่งปรากฏร่างยักษ์หนึ่งนั่งคุกเข่า อีกหนึ่งนอนแผ่พังพาบนิ่งสนิทราวไม่มีชีวิต

ผู้เป็นนายเห็นดังนั้นก็ผละมือจากการลวนลามดรุณีน้อย ก้าวถอยหลังอย่างหวั่นเกรง

            “ยะ อย่าเข้ามา จะ เจ้าทราบรึไม่ว่าข้าคือผู้ใด...” โจรชั่วที่เสวี่ยเรียกขาน เอ่ยเสียงสั่นระริก

ทว่านางยังคงเดินเข้าไปหาอย่างเนิบนาบ เผยประกายตาวาบแล้วหรี่ลง

            “เจ้าเฒ่าบ้าระคาบัดซบ เป็นวันตายของเจ้าแล้ว” จบคำ ฝ่าเท้าของนางก็ถีบเข้าที่ตัวของชายชราร่างพลุ้ยล้มลง ยังมิสาแก่ใจ เท้าเล็กก็เตะเข้าชายโครงเต็มกำลัง โดยไม่คำนึงว่าร่างที่รองรับบาทานางครั้งแล้วครั้งเล่าจะอายุน้อยกว่าซือฝุ นางเพียงสิบขวบปี

            “ชั่วช้า เดรฉาน”

            “ข้ากลัวแล้ว กลัวแล้ว” โจรร้ายที่กลับกลายเป็นเหยื่อร้องโอดครวญ ตัวงอมือกุมลำตัว

ทว่าเสวี่ยยังไม่ยั้งเท้า ก่นด่าไปก็เตะเข้าไปที่ชายโครงอีกฝ่ายต่อเนื่อง

ขณะที่กำลังระบายความอึดอัดคั่งแค้นสุมทรวงแทนสตรีในหล้าอยู่ เสียงเล็กกลับร้องห้าม

            “คุณชาย คุณชาย โปรดยั้งมือด้วย”

เป็นร่างบอบบางที่ถูกลวนลามเมื่อครู่ นางจัดแจงเสื้อผ้าเข้าที่แล้วทว่าสองมือยังจับกุมอกเสื้อแน่น น้ำตายังคงชื้นบนใบหน้าน่ารักนั่น

            “เจ้ายังจะขอร้องแทนมันอีกรึ” เสวี่ยเอ่ยไปหายใจหอบไป เท้านางหยุดพักชั่วคราว

            “มิได้ แต่หากท่านลงมือหนักกว่านี้เศรษฐีเฮยต้องตายแน่ ท่านจะมีความผิดนะเจ้าค่ะ”

            นางไม่ต้องการให้ผู้มีคุณกลายเป็นคนร้ายฆ่าคนเพราะนาง

เสวี่ยหันมองหน้าเศรษฐีเฮยโจรสวาทสลับกับใบหน้าดรุณีน้อย ก็พยายามสงบอารมณ์กรุ่น

            “ได้” พลันหันขวับทำตาดุใส่เศรษฐีเฮยที่นอนตัวงอหมดสภาพกับพื้นอย่างคาดโทษ

            “จำเอาไว้ ถ้าเจ้าคิดทำร้ายสตรีอีกเมื่อใด จงเตรียมหาโลงไว้ใส่ศพตนเสีย” กล่าวพลันสะบัดชายผ้าเดินออกไป

เสวี่ยหยุดเอามือปัดอาภรณ์ที่เลอะเทอะเล็กน้อย ก่อนเตรียมขึ้นอาชา ทว่าดรุณีนั้นก็วิ่งตามออกมา แล้วคุกเข่าเรียบร้อยต่อหน้า

            “จะทำอันใด”

            “ขอบพระคุณคุณชายมากเจ้าค่ะ ที่ช่วยถิงถิงไว้”

            “รีบลุกขึ้น เจ้ารีบกลับบ้านเถิด บิดามารดาคงเป็นห่วงแล้ว” ว่าแล้วเสวี่ยก็เหวี่ยงตัวขึ้นม้า ทว่าดรุณีน้อยยังคงก้มหน้าคุกเข่าไม่ไปไหน

            “เอาเถิด ข้าจะไปส่งเจ้าแล้วกัน” แต่ดรุณีนามถิงถิงยังส่ายศีรษะ สองมือปิดหน้าร่ำไห้

            “นี่เจ้า ไฉนร้องไห้อีกเล่า”

            “ข้า...ข้าถูกขายมาที่คฤหาสน์เศรษฐีเฮย มิมีบ้านให้กลับหรอกเจ้าค่ะ”

            ร่างบน หลังม้านิ่งเงียบ ดรุณีอายุไม่น่าจะเกินสิบหกขวบปีกลับเผชิญชะตากรรมเยี่ยงนี้ ถูกขายมาเป็นเด็กรับใช้ แล้วยังจะถูกชายโฉดรังแกข่มเหงอีก

            เสวี่ยจึงล้วงเงินในห่อผ้าก้อนหนึ่งส่งให้

            “เจ้าเอาไว้ใช้จ่ายแล้วค่อยหาลู่ทางทำมาหากินเถิด”

            “คุณชาย คุณชายได้โปรดให้ข้าติดตามปรนนิบัติรับใช้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ” มือเล็กๆเกาะกุมขาเสวี่ย

            “มิได้” เสวี่ยพลั้งตวาดด้วยตกใจ ดรุณีโชคร้ายก็สะดุ้งกลัวผละมือออก

            ร่างบนอาชาจึงค่อยลดเสียงลงแล้วว่า

            “ข้าจะพาเจ้าไปด้วยได้อย่าง ไร ข้ามีภาระต้องจัดการ การเดินทางก็แสนจะลำบากนอนค้างอ้างแรมไปทั่ว จะให้สตรีติดตามไปด้วยย่อมมิสะดวก แม่นางน้อย...เจ้าทำตามที่ข้าบอกเถิด แม้เงินนั่นหาได้มากมายแต่ก็คงพอให้เจ้าหาทางได้”

            หากว่า ถิงถิงยังคงส่ายหน้า ดวงตาเศร้าสร้อยคลอน้ำตานั่นสะเทือนใจเสวี่ยนัก ดรุณีน้อยผินหน้าไปยังบ้านร้างแล้วก็ทำหน้าราวจะร้องไห้อีกรอบ

            “หากข้าอยู่ที่นี่ เศรษฐีเฮยต้องฆ่าข้าแน่ เขาสนิทสนมกับนายอำเภอ ข้า..เขาคงมิละเว้นข้า” กล่าวจบก็ร้องไห้สะอื้น

            เปลือกตาบางของเสวี่ยหลุบลง มือข้างหนึ่งกุมขมับ

อย่างไรก็อย่างนั้น ช่วยคนต้องช่วยให้ถึงที่สุดถึงจะได้บุญ

            “เจ้านามถิงถิงหรือ ตกลง จากนี้ไปเจ้าติดตามรับใช้ข้า”

พลันเสวี่ยก็ยื่นมือให้อีกฝ่าย

            ใบหน้าซึ่งย้อมด้วยหยาดน้ำตาพลันเปล่งประกายแห่งความยินดี ถิงถิงจึงยอบตัวคุกเข่าคำนับ