เสวี่ยบัดนี้ต้องอาศัยการหาเบาะแสของเสินซีจากในเมืองเท่านั้น

            เดินทางผ่านเมืองน้อยหลายแห่งพบ เห็นผู้คนมากมายถูกข่มเหง ถิงถิงถึงกับต้องฉุดกระชากแขนนายน้อยของนางไม่ให้ยุ่งเรื่องผู้อื่นอีก จำได้ว่าล่าสุด นายน้อยของนางเพิ่งไปสั่งสอนนักเลงที่ข่มเหงชาวบ้านในตลาดเมืองไห่หยาง จนนางต้องลากเสวี่ยวิ่งหนีทั้งที่อีกฝ่ายบอกว่าจัดการได้ก็ตาม

            ยามนี้ ข่าวคราวของเสินซีเงียบไปอย่างน่าประหลาด หรือเป้าหมายของเจ้าวังเหยียบเมฆาจะอยู่ที่สามสิ่งวิเศษเท่านั้นจริงๆ เสวี่ยและถิงถิงอาศัยพักตามโรงเตี๊ยมไม่เว้นคืนเพื่อหาข่าว กระทั่งเงินที่พกติดตัวร่อยหรอ จึงต้องตัดใจขายอาชาคู่กายที่เดินทางรอนแรมด้วยกันมานับเดือน

            ทว่าบัด นี้เงินที่ได้จากการขายม้าพร่องลงมาก จนพวกนางต้องกลับไปค้างอ้างแรมในป่าอีกครา หากเมื่อใดจำต้องเข้าเมือง ก็ถึงกลับต้องอดมื้อรับประทานมื้อ

            คืนนี้พวก นางไม่อาจเลี่ยงเส้นทางผ่านอำเภอเล็กๆแห่งหนึ่งจึงจำเข้าพักที่โรงเตี๊ยม อำเภอนี้อยู่แถบชานเมืองจึงมีบรรยากาศเงียบสงบรายล้อม ผู้คนไม่หนาตา นับแต่คืนแรกที่ถิงถิงตระหนักว่าเสวี่ยไม่คิดล่วงเกินนาง ทั้งสองก็พักห้องพักเดียวกันตลอดเพื่อประหยัดเงิน เพียงแต่ถิงถิงนอนที่นอนของบ่าวและเสวี่ยนอนเตียงใหญ่ หากที่ใดไม่มีเตียงบ่าวรับใช้ เสวี่ยจะยอมสละให้ถิงถิงนอนเตียงใหญ่สลับกับนางเป็นครั้งคราว ซึ่งการปฏิบัติตัวเช่นนี้ยังความซาบซึ้งใจแก่บ่าวรับใช้เช่นถิงถิงเป็นอัน มาก

            “นานแล้วที่มิได้รับประทานบะหมี่นะเจ้าคะ” ถิงถิงเอ่ยขณะยื่นตะเกียบให้อีกฝ่าย

            ทว่านั่นกลับทำให้เสวี่ยมีสีหน้าสลด

            “ขอโทษที่พาเจ้าลำบากไปด้วย”

            “มิใช่ เช่นนั้นเจ้าค่ะ ข้าเพียงเห็นนายน้อยรับประทานน้อยลงมาหลายวัน คิดว่าวันนี้ได้รับประทานอาหารเมืองแทนลูกไม้ป่า ท่านน่าจะเจริญอาหาร”

            เสวี่ยได้ยินเช่นนั้นค่อยหายใจโล่งอก

            “เจ้าได้ข่าวเสินซีรึไม่”

            บุรุษร่างหนาสวมเสื้อผ้าราวเป็นคนของสำนักคุ้มภัยแห่งหนึ่งเอ่ยกับสหายสองสามคนร่วมโต๊ะสุรา

            เสวี่ยถึงกับชะงัก รอคอยนับเดือนในที่สุดก็มีข่าวของคนผู้นั้นแล้ว

            “มันโด่งดังไปทั่วยุทธภพเยี่ยงนี้ ฮ่า ฮ่า มิทราบมันรับประทานยาดีอันใด ถึงได้หาญกล้าช่วงชิงพระพุทธรูปทองคำจากเส้าหลินได้”

            “อย่าเอ่ย ดังนัก ข้าได้ยินมาว่าที่แท้เสินซีปลอมตัวซุกซ่อนกายในเส้าหลินรอโอกาส หากบุกจากภายนอกย่อมมิอาจฝ่าค่ายกลสิบแปดอรหันต์เข้าไปได้ แต่ถ้าบุกจากด้านใน จู่โจมมิให้อีกฝ่ายรู้ตัวย่อมสามารถสำเร็จได้”

            บุรุษอีกคนที่นั่งอยู่ก็ตบเข่าฉาดใหญ่

“ว่าแล้วเชียว เช่นนี้เส้าหลินมิเสียหน้าแย่รึ”

            “ย่อมต้องอับอาย ข้าถึงบอกให้พวกเจ้าจงอย่าแพร่งพรายอย่างไรเล่า”

            ใบหน้าขาวเนียนบ่งสีหน้าเอือมระอาเหลือเกินแล้ว ไฉนข่าวที่ได้ถึงล่าช้านักเล่า นี่ถือเป็นการลงมือล่าสุดของเสินซีงั้นหรือไร

            “นายน้อยรับประทานมากๆนะเจ้าคะ” ถิงถิงคีบเนื้อใส่ชามบะหมี่นาง

เสวี่ยคีบรับประทานคำหนึ่งก็อดรนทน ไม่ได้ เสียงข่าวของเสินซีเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ได้ฟังช่วงนี้สร้างความเบื่อ หน่ายแก่นางเหลือเกิน นิ้วเรียวจึงวางตะเกียบแล้วลุกขึ้น

            “ข้าจะออกไปสูดอากาศข้างนอกเสียหน่อย”

            “นายน้อย” ถิงถิงเอ่ยเรียก ทว่าอีกฝ่ายก็เดินลิ่วไปเสียแล้ว

 

            เสวี่ยเดินออกห่างโรงเตี๊ยมก็พริ้วกายทะยาน เท้าสะกิดหลังคาบ้านหลังหนึ่งสู่อีกหลังแผ่วเบานุ่มนวล

ดาราส่องสกาว ท้องฟ้าเปิดโล่ง ดวงตากลมโตเงยหน้ามองเหล่าดวงดาวระยิบระยับให้คะนึงถึงจางป๋ายอี้และเหวิ นอี้หลิน มือขาวผ่องจึงล้วงขลุ่ยไผ่ขาวคู่กายจากอกเสื้อผิวบทเพลงหวนรำลึก ฝ่าแมกไม้ ล้อโลมแสงดารา    นางคิดถึงซือฝุเฒ่าใจดีและศิษย์พี่อี้หลินคนดีของนางเหลือเกิน

            ...สวบ สวบ... เสียงฝีเท้าผู้หนึ่งใกล้เข้ามา

            ร่างบางละมือจากขลุ่ย แล้วตบเท้าลอยสู่กิ่งไม้ใหญ่หลบดูเหตุการณ์

            เงายาวทอด ผ่านพื้นดินเป็นของบุรุษร่างสูงใหญ่ มือหนึ่งกุมลำตัวซึ่งย้อมโลหิตชโลมฝ่ามือ เขาทรุดกายนั่งลงแก้สายคาดเอว แล้วสะบัดเสื้อคลุมไหมตัวนอกทิ้ง เหลือเพียงเสื้อด้านในสีเข้ม มือใหญ่หงายออกมองบาดแผลที่จงใจสร้าง

ยอมลดตัวล่อคมอาวุธชาวยุทธ์ ลงทุนล่อให้เสินซีผู้นั้นออกมาเพียงนี้ ไยเหยื่อของเขาจะไม่ติดกับ

ร่างสูงนึกแล้วยกยิ้มคราหนึ่งก่อนจะสิ้นสติ

            เสวี่ยเห็นคนผู้นั้นสลบไสลจึงกระโดดลงมาจากต้นไม้ ค่อยเยี่ยมหน้าไปใกล้ๆเพ่งมองผ่านแสงจันทร์

            “นี่” นางร้องเรียก แต่ร่างนี้กลับยังนิ่ง

ดวงตากลมโตสำรวจเห็นดวงหน้าของอีก ฝ่ายถนัดตายังต้องตกตะลึง ใบหน้าเรียวยาว คิ้วเรียวเฉียงคมดุจกระบี่ จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางหยักได้รูปดุจสวรรค์รังสรรค์ บนพิภพนี้ยังมีบุรุษที่หน้าตาเช่นนี้อยู่ด้วยหรือนี่

            ...เพี้ ยะ...เพี๊ยะ... ฝ่ามือบางตบหน้าอีกฝ่ายหวังเรียกสติดูอีกครั้ง นางหาได้ใส่ใจว่าคนตรงหน้าจะหล่อเหลาเพียงใด แต่หากเขาไม่ฟื้นแล้วจะให้นางทำอย่างไรได้

ทว่าเหตุใดผู้มีรูปงามประหนึ่งหยกสวรรค์ จึงถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัสเยี่ยงนี้เล่า

            ใบหน้านวล ขมวดคิ้วชั่งใจ นางจะช่วยดีหรือไม่ หากช่วยเขา ถิงถิงก็จะพาลบ่นนางว่ายุ่งเรื่องชาวบ้านอีก หากไม่ช่วยก็จะผิดคุณธรรม จิตใจสองฝ่ายตบตีอลหม่าน สุดท้ายมือเรียวก็พยายามดึงตัวบุรุษแปลกหน้ากระชับตัว ประคองพากลับที่พัก ปล่อยเสื้อสีม่วงเข้มที่ถูกเจ้าของสะบัดทิ้งไม่ไยดีกองเรี่ยบนพื้น

            “รับประทานสิ่งใดถึงได้ตัวหนักเช่นนี้”

เสวี่ยมิวายบ่นตลอดทางที่แบกร่างคน แปลกหน้า หากตัวเขาพอๆกับถิงถิง นางยังจะพอใช้วิชาตัวเบาพากลับได้ง่าย แต่นี่ตัวเขาทั้งหนัก ทั้งใหญ่เพียงนี้ผู้ใดจะอุ้มไหว

            กว่านางจะ พาร่างบาดเจ็บนี้เข้าไปถึงในเมืองก็เป็นยามทิ่ว (ตีหนึ่ง) เข้าไปแล้ว นางประคองบุรุษแปลกหน้านั่งพิงกำแพงใกล้ๆโรงเตี๊ยม แล้วถลาเข้าไปเรียกสาวใช้ของนาง

            “นายน้อยท่านเพิ่งกลับมาหรือเจ้าคะ”

ถิงถิงยกมือน้อยปิดปากหาว เปลือกตาที่ลืมปริบๆกลับเบิกกว้างยามเห็นสภาพเหงื่อโทรมกายของอีกฝ่าย

            “ถิงถิง เจ้าลงไปช่วยข้าที”

            “เกิดเรื่องใดขึ้นเจ้าคะ”

            “ตามมาก่อนเถิด”

            เมื่อมา ถึงจุดที่เสวี่ยพักร่างของชายแปลกหน้าไว้ ถิงถิงก็ตกใจนึกว่าเขาสิ้นลมหายใจแล้ว เพราะตามตัวเต็มด้วยรอยโลหิต ทั้งสองจึงประคองร่างบาดเจ็บเข้าทางหลังโรงเตี๊ยมแล้วเอ่ยขอเปิดห้องข้างๆ ของพวกนางที่ยังว่างอยู่

            ร่างนั้นถูกวางบนเตียงอย่างลำบาก

เสวี่ยที่นั่งเก้าอี้ก็เอามือซับเหงื่อชื้นบนใบหน้า

            “เจ้าไปตามหมอได้หรือไม่”

            “นายน้อย ยามนี้โรงหมอปิดหมดแล้วเจ้าค่ะ พวกเราคงทำได้แต่เช็ดหน้าเช็ดตัวให้เขาก่อน”

            “เจ้าเอา ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตัว ซับแผลให้เขาเสีย ข้าจะไปอาบน้ำก่อนแล้ว” ร่างระหงพลันยืดเอวขึ้นแล้วเดินออกไป ทิ้งถิงถิงยืนมองอย่างไม่อาจหัวร่ออยู่ในห้อง

            “อีกแล้วหรือ หาเรื่องมา แล้วก็ทิ้งให้ข้าดูแล”

 

            ครั้นชำระกายเสร็จ เสวี่ยก็แวะมาดูสภาพของชายแปลกหน้า เห็นตามตัวยังไม่ได้รับการดูแลก็เอ่ยว่า

            “ถิงถิง ข้าให้เจ้าดูแลเขาอย่างไรเล่า ไฉนยังมิจัดการอีก”

            “ข้าเช็ด หน้าให้เขาสะอาดแล้วเจ้าค่ะ เรื่องเช็ดตัวท่านคงต้องทำเองเพราะบุรุษด้วยกันย่อมสะดวกกว่าสตรีเช่นข้า และยามนี้เรามิมียาสมานแผล อย่างไรคงต้องรอถึงวันพรุ่งก่อนเจ้าคะ”

ถิงถิงค่อยเดินไปยังประตูแล้วรีบแย่งอีกฝ่ายที่จะแย้ง กล่าวขึ้นก่อน

            “อ้อ คืนนี้ท่านต้องดูแลปัญหาของท่านที่ห้องนี้ด้วย บ่าวขอตัวก่อนนะเจ้าคะนายน้อย”

            แสงสีส้ม เข้มจากก้อนเทียนริบหรี่เป็นลำ ส่องเห็นเงาร่างหนึ่งทอดพาดผ่านเก้าอี้ไม้ ร่างใหญ่นั่นนอนสลบสนิทบนเตียงราวไร้ความรู้สึก ครั้นเอื้อมมือคลี่เสื้อสีเข้มออกกลับพบกระดาษปึกหนาหนึ่งซึมรอยเลือดบางจุด มือบางจึงเปิดออกดูเห็นตัวอักษรเขียนว่า ‘ตั๋วเงิน’ เสวี่ยไม่ได้สนใจมากนักจึงได้แต่สอดปึกกระดาษนั่นไว้ใต้เตียง สายตาก็เลื่อนมามองยังชุดด้านในสีขาวเปรอะรอยเลือดให้นึกกังวล ตามลำตัวคนผู้นี้มีบาดแผลดุจถูกของมีคมฟันเข้าหลายแห่ง แท้จริงไม่ใช่เรื่องน่าอายสำหรับสาวยุคสองพันเช่นนางที่จะถึงเนื้อตัวบุรุษ บ้าง แต่เรื่องทำความสะอาด ดูแลพยาบาลผู้อื่นนี่สิถึงกับทำให้สตรียุคใหม่ที่เชี่ยวชาญงานนอกบ้านเป็น กังวลแทน

            “เวลาเช็ดแผลนี่เขาทำอย่างไรกัน”

ร่างเล็กเค้นสมองย้อนอดีตในวัยเยาว์ยามเรียนวิชาเนตรนารี เรื่องขั้นตอนการปฐมพยาบาล

            “ถ้าข้าหนักมือก็อย่าได้โวยวายแล้วกัน”

            มือบางจึง หาผ้าชุดน้ำบิดพอหมาดซับตามลำตัว แสงเทียนเหลือเพียงรำไรเห็นไม่ค่อยถนัดตา มือเรียวจึงเช็ดไปโดนแผลยาวเต็มที่ จนร่างที่แม้ยังสลบอยู่ยังสะดุ้งวูบ

             เสวี่ยรีบชักมือออกทำหน้าคล้ายจะ รับรู้ถึงความเจ็บแสบไปด้วย ขืนให้นางนั่งทนมองคนเจ็บสะดุ้งสะเทือนปางตายเพราะน้ำมือการดูแลของนาง สู้ปล่อยไว้รอให้หมอมาดูอาการพรุ่งนี้คนไข้ยังอาจจะปลอดภัยยิ่งกว่า คิดดังนั้นนางจึงวางมือ ดึงเสื้อของเขากระชับร่างดังเดิม ก่อนนั่งฟุบกับ