สอง วันมานี้ เสวี่ยนั่งรับประทานอย่างอิ่มหนำสำราญย์เพราะเงินของบุรุษแปลกหน้า นางอุตส่าห์ยอมสละเตียงนอนให้เขา หวังว่าคนที่บาดเจ็บจะหายโดยเร็วจะได้เดินทางต่อ

            ราว กับคำร้องขอของนางกระจ่างชัดดังถึงเทพเซียน โดยกระทันหันประตูห้องก็ถูกผลักออก ปรากฏร่างอันองอาจก้าวย่างเข้ามาอย่างถือวิสาสะ เกศาดำยาวที่เคยระเกะระกะเมื่อไม่กี่วันก่อน ถูกแบ่งครึ่งหนึ่งรวมไว้ด้านหลังแล้วปล่อยที่เหลือทิ้งตัวสยาย ขับให้บุคคลิกน่าเกรงขาม ทว่าเร้นลับยากจะเอ่ย

            เจ้าของร่างสูงอยากทราบว่าผู้ใดคือ บุรุษหนุ่มที่ทูตพสุธากล่าวถึง ครั้นพบว่าเป็นคุณชายน้อยร่างเล็กผู้หนึ่ง ก็คลายกังวลไปบางส่วน

             เสวี่ยตกใจกับการปรากฏตัวกะทันหัน จึงผุดลุกชี้หน้า

             “มิรู้จักมารยาทรึ เข้าห้องผู้อื่นโดยมิบอกกล่าวได้อย่างไร”

            ทว่าอีกฝ่ายซึ่งสวมอาภรณ์ใหม่เอี่ยม เหลือบตาลงมองร่างเล็กกว่าตรงหน้า

            “เจ้ารึ เป็นคนช่วยข้าไว้”

            “ถูกต้อง”

            “เจ้าทำแผลให้ข้า” เขาเอ่ยเสียงสูง

            “เป็นข้า”  นางเชิดหน้า

            “หึ ต้องขอบคุณคุณชายแล้ว” แม้เอ่ยเช่นนั้น แต่ศีรษะยังคงตั้งตรงไม่แม้จะก้มลง

            ในสายตา ถิงถิง คนผู้นี้เสียมารยาทนัก แม้จะรูปร่างสูงใหญ่ ดวงหน้าหล่อเหลาคมสันยากจะเปรียบ และยังมีบุคคลิกสูงสง่างดงามชวนให้หลงใหล หากแต่ไร้มารยาทเยี่ยงนี้ก็เท่ากับด้อยค่าแล้ว

            “คุณชายท่านนี้ นายน้อยของข้าช่วยท่านไว้ ท่านกลับทำท่าทางยโสได้หรือ”

            เสวี่ยพยักหน้าเห็นด้วย แล้วเอ่ยเสริม

            “ทั้งชื่อแซ่ก็มิบอกกล่าว”

“ข้ามีเพียงนามเซียวฟงที่จะแจ้ง แต่เหตุใดข้าต้องลดตัวคำนับโจรขโมยเงินเช่นพวกเจ้าด้วย เพียงมิจับตัวส่งทางการก็นับว่าทดแทนแล้ว”

            คำพูดราวศรแทงใจ เสวี่ยถึงกับกลืนน้ำลายฝืดคอยิ่ง

 ถิงถิงเหลือบมองนายน้อยของนางอย่างเจ็บใจ ถ้าไม่กลัวจะขายหน้า นางคงบ่นต่อหน้าเขาไปแล้ว

            เสวี่ยข่มความกลัว แล้วตวัดดวงตากลมโตสุกสกาวคู่หนึ่งมองกลับอย่างใจเย็น

            “ผู้ใดให้ ท่านบาดเจ็บ บาดเจ็บแล้วมิต้องรักษาหรือไร เรียกหมอมาต้องใช้เงิน ทั้งยาและห้องพักล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น ข้ามิได้เป็นคหบดีร่ำรวยจึงจะได้ใจกว้างบริจาคทำทานผู้ใด”

                พลันดวงตาคมกริบของเซียวฟงราวกระบี่ทอประกายเย็นเยียบ

               มิเคยมีผู้ใดขวัญกล้าเทียมฟ้าเปรียบเปรยเขาเป็นขอทาน มันผู้นี้ช่างกล้านักที่อาจหาญพูดกับเขาเช่นนี้

               บัดนั้นริมฝีปากหยักก็เหยียดออก

            “เช่นนั้น พวกเราถือว่ามิติดค้างสิ่งใดกันอีก” จบคำก็หมุนกายเดินย่างออกจากห้องไปด้วยท่วงท่าผ่าเผย

เมื่อเห็นว่าไม่มีคนนอกอยู่ด้วยแล้ว ถิงถิงจึงส่งสายตาตำหนิเสวี่ย

            “ข้าบอกนายน้อยแล้ว...”

            “เจ้าจงรีบเก็บของ พรุ่งนี้เราจะได้ออกเดินทางเสียที” เสวี่ยรีบเปลี่ยนเรื่องด้วยเกรงคำบ่นยืดยาวของสาวใช้

            ยามดึก สงัดเสวี่ยนั่งเท้าคางในห้อง ดวงจันทร์เสี้ยวลอยเด่น ดรุณีต่างมิติเฝ้าครุ่นคิด จะทำอย่างไรจึงจะหาซือฝุกับศิษย์พี่เจอ สมองน้อยๆคิดทบทวน ช่วงนี้ข่าวคราวของเสินซีเงียบหายไป ครั้นจะรั้งตัวไว้ที่นี่ก็ไม่ถูกต้อง

            ในบัดนั้นนางก็คิดถึงคนผู้หนึ่งได้ คนผู้นั้นคงมีสหายชาวยุทธ์ไม่น้อย หรืออย่างน้อยก็ผู้ติดตามที่นางเห็น

เพียงเงาดำนั่นก็น่าจะช่วยเหลือได้

            “เซียวฟง ผู้ไร้แซ่ รึ”

 

            ยังไม่ทัน ที่แสงสีส้มแห่งอรุโณทัยจะฉาบผืนนภา ร่างคนผู้หนึ่งก็รีบเร่งฝีเท้าออกจากที่พัก ในยามที่ผู้คนยังไม่ลืมตาตื่น ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งเดินทางออกจากตัวเมืองรวดเร็ว เซียวฟงเตะปลายเท้ากับพื้นส่งตัวลอยไปเหนือหลังคาเรือนก่อนลับไป

            อาทิตย์ฉายแสงเต็มที่แล้ว ร่างสูงที่ก้าวเดินอย่างระมัดระวัง มือหนึ่งที่ถือกระบี่ไม่ครั่นคร้ามต่อผู้ติดตาม   กลับยกยิ้มมุมปากอ ทว่าในชั่วพริบตา ร่างนั้นก็หายวับไป

 

            สายตากวาดมอง ลำแขนเล็กยกชายแขนเสื้อซับเหงื่อ จะมองทางซ้ายหรือขวาก็กลับไม่พบตัวอีกฝ่าย

            “นายน้อย ท่านจะรีบตามไปทำไมเจ้าคะ อากาศก็ร้อนปานนี้”

              ถิงถิงที่ลงยืนกับพื้น ยกเอาชายเสื้อพัดใบหน้า

            เสวี่ยหันมองสาวใช้

           ผู้ที่สมควรบ่นต้องเป็นนางไม่ใช่หรือ เพราะนางต้องแบกถิงถิงโดยใช้วิชาตัวเบามาตลอดทาง

            “หรือพวกเราคลาดไปเสียแล้ว”

เสวี่ยเดินสำรวจ ทว่าโดยกระทันหันคมเหล็กเย็บเฉียบก็ปะทะเข้ากับลำคอระหง

            “คุณชายเซียวฟง ท่านจะฆ่านายน้อยหรือ” ถิงถิงร้อง

            “เจ้าแอบตามข้า จงบอกจุดประสงค์มา” น้ำเสียงดุดัน ทรงพลังข่มขวัญศัตรูทำให้เสวี่ยสะดุ้ง

           นางใช้นิ้วจับปลายกระบี่พยายามดันออกห่างจากคอ

            “ท่านยังมิได้ตอบแทนข้า” นางกลั้นใจเอ่ย

เซียวฟงหรี่ตามองร่างบาง เห็นเป็นบุคคลประเภทเห็นแก่เงินอย่างดูถูก

            “หึ เงินของข้าพวกเจ้าก็นำไปใช้จนหมด ยังจะมีสิ่งใดต้องทดแทนอีก”

            “ผิดแล้ว ข้าคือผู้ช่วยชีวิตท่าน ดังนั้นเป็นข้า...ที่จะกำหนดได้ว่าจะชดใช้อย่างไร” น้ำเสียงนุ่มนวลหากแฝงนัยข่มขู่เอ่ย

            “ยังมีคนไร้ยางอายเช่นเจ้าอยู่อีกรึ”

เซียวฟงทำท่าจะล้วงตั๋วเงินให้ เพื่อไล่ตัวเกะกะทั้งสองไปพ้นหน้าเสียที ทว่าอีกฝ่ายกลับร้องขัด

            “ข้ามิได้ต้องการเงิน แต่ต้องการให้ท่านช่วยเหลือ”

            “พูดต่อไป”

            “ข้าต้องการหาคนผู้หนึ่งนามเสินซี คาดว่าท่านคงมีสหายมากมายคงช่วยข้าสืบได้”

            เมื่อยินนาม มือที่ปลดกระบี่จากคอเสวี่ยก็กำแน่น

           คนผู้นี้ติดตามเขามาได้ขนาดนี้นับว่าวิชาตัวเบามิอาจดูแคลน

            “หรือพวกเจ้าคิดจะจับตัวเสินซีส่งเจ็ดสำนักใหญ่”

            “ใครจะตาม ล่าเสินซีไยต้องสน คนที่ข้าต้องการพบกำลังตามหาเสินซี ดังนั้นข้าจึงคิดว่าพวกเขาต้องอยู่มิไกลจากเสินซีแน่ แค่นี้ท่านคงสามารถช่วยเหลือข้าได้กระมัง”

            “หากผ่านไปครึ่งปียังมิพานพบ หนึ่งปีก็ยังมิพบ ข้ามิต้องให้เจ้าตามไปชั่วชีวิตรึ”

            “สามเดือน หากเกินจากนี้มิทราบข่าว พวกเราก็แยกย้ายกัน”

            เซียว ฟงตรองอยู่ครู่หนึ่ง ในเมื่อเขากำลังตามหาเสินซีที่ขโมยสามสิ่งวิเศษและสังหารคนในยุทธภพอย่าง เริงใจอยู่แล้ว ส่วนคนตรงหน้าก็บอกว่าคนที่กำลังตามหาก็ล่าตัวเสินซีเช่นกัน ไยมิเดินทางไปพร้อมกัน จะพบตัวเสินซีนั่นรึไม่ก็ดี หากได้พบตัวผู้ที่บุรุษร่างเล็กนี้กล่าวว่ากำลังตามสะกดรอยเสินซีแล้ว เขาจะได้จับพวกมันสังหารทิ้งเสีย

            “ข้ามิคบหากับผู้ไร้ชื่อแซ่”

            “เรียกข้าว่าเสวี่ยก็พอ และนางคือถิงถิง เป็นสาวใช้ของข้า”

            นางยกยิ้มมุมปาก ราวได้ย้อนวาจาอีกฝ่ายกลับ

            ทว่าเซียวฟงกลับไม่ต่อความ

            “ได้ อนุญาตให้เจ้าติดตามข้า เพราะข้าก็กำลังตามล่ามันเช่นกัน”

            เสวี่ยได้ยินก็ยินดีนัก ทว่าคิดไปคำพูดของเซียวฟงไฉนกลายเป็นดั่งนายอนุญาตให้บ่าวคอยตามรับใช้เช่นนั้นเล่า

            “เราจะไปที่ใดก่อน” เสวี่ยถาม ดวงตาก็คมปรายมองนาง

            “ข้าจะไปเมืองเอียอุ๋น”

            ร่างเล็กก็ยกพัดแตะริมฝีปากราวคำนึงสิ่งใด

            “เอีย...อุ๋นหรือ” ริมฝีปากอวบอิ่มขยับช้าเอ่ยราวนึกสิ่งใดออก แล้วหันไปทางถิงถิง

            “เมืองนี้อยู่ที่ใดหรือ ข้ามิเคยได้ยินมาก่อน”

            คำพูดนางทำให้หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีผงะงัน

            “หึ” เซียวฟงแค่นเสียงในลำคอ

            “มิทราบได้อย่างไรเจ้าคะ เอียอุ๋นเป็นเมืองใหญ่แห่งหนึ่งจะรองก็แต่ฉางอัน ซานเอี๋ย ฝ่านต๋ง ถูซิง และลั่วหยางเท่านั้น” น้ำเสียงแกมตำหนิของสาวใช้ราวผลักนางสู่ก้นเหว

            นางจะทราบได้อย่างไรเล่าว่ามีเมือง ใดอยู่ในแคว้นบ้าง ที่ซือฝุสั่งสอนก็เพียงให้เข้าใจลักษณะภูมิประเทศและเรื่องอาณาเขตว่ามี แคว้นใหญ่สี่แคว้นด้วยกันคือ ฉางเล่อ ตงอวิ๋น กุ้ยฉิง และลั่วเหอ ซึ่งจ้าวแห่งสี่แคว้นใหญ่นี้ต่างตั้งตนเป็นหวงตี้ (จักรพรรดิ) ต่างจากแคว้นเล็กเช่น จิ่งอี้ ซึ่งจ้าวแคว้นมีศักดิ์เพียงต้าหวาง (กษัตริย์) จดจำเพียงแค่นี้นางก็จะเต็มตื้น ไหนยังต้องฝึกยุทธไม่เว้นแต่ละวัน ใครเล่าจะเข้าใจนางหามีไม่

            “มิทราบคือมิทราบ ไหนเลยข้าจะต้องใส่ใจเรื่องพวกนี้ด้วย” นางแสร้งเชิดหน้า

 

            ไม่ ทราบอย่างไรเซียวฟงถึงได้ก้าวเท้ารวดเร็วนัก จนทิ้งระยะห่างจากสองนางถึงสิบก้าว        เสวี่ยนั้นยังพออดทนติดตามได้ ทว่าถิงถิงซึ่งไม่เคยฝึกยุทธจะเร่งฝีเท้าเท่าบุรุษเบื้องหน้าได้อย่างไร ไม่เพียงจะเดินอย่างเร็วแต่ยังต่อเนื่อง ราวกับว่าหากหยุดแล้วจะไล่ตามเงาอาทิตย์ไม่ทันกระนั้น

            ถิงถิงขาสั่นแทบทรุดนั่งลงกับพื้นดิน เสวี่ยต้องยอบกายนั่งเป็นเพื่อน ก่อนร้องเรียกเสียงดัง

            “เซียวฟง ท่านมิคิดจะหยุดพักบ้างหรือ เดินมาทั้งวันจนบ่ายคล้อย ถิงถิงเองก็เดินมิไหวแล้ว”

            ผู้ถูกเรียกจึงหยุดฝีเท้า ใบหน้าหล่อเหลาบ่งชัดว่าเบื่อหน่าย

อิสตรีช่างน่ารำคาญ

            “หากมิรีบเดินท