จางป๋ายอี้บัดนี้กระทำสิ่งใดอยู่

            ผู้ชราถึงได้แอบหลบบนหลังคาเรือนผู้อื่นดุจโจรขโมย สถานที่แห่งนี้ไม่นับว่าเล็ก ด้วยเป็นที่อาศัยของผู้คนสองร้อยกว่าชีวิต ‘สำนักเหลียงซิ่ง’ สำนักหมัดมวยที่มีชื่อเสียงในระดับกลาง กำลังอยู่ในบรรยากาศเงียบสลด ทั่วทั้งบริเวณตกแต่งด้วยผ้าขาว ผู้คนที่นั่งอยู่หน้าโถงใหญ่ก็ล้วนห่มกายด้วยสีขาวทั้งสิ้น เสียงร่ำไห้ระงม ด้วยบุตรชายหนึ่งเดียว...ผู้สืบทอดสำนักรุ่นต่อไปจบชีวิตเสียแล้ว ร่างกายนั้นเต็มด้วยบาดแผลดุจของมีคมตัดผ่าน ศาสตราใดเล่าจะสามารถทะลวงร่างที่หุ้มด้วยเกราะพญามัจฉาอันแข็งแรงและ ยืดหยุ่น หากไม่ใช่กระบี่เจิ้งจื่อ

            ยามนี้ เป็นยามโฉ่ว (ตีหนึ่ง) ผู้คนกลับไปพักผ่อนกันแล้ว ทว่าด้านหน้าโถงมีเวรยามเฝ้าร่างเจ้าสำนักน้อยอยู่หนาแน่น จางป๋ายอี้เคลื่อนกายหลบแสงจันทราด้วยฝีเท้าแผ่วเบา เมื่อก้มมองจากหลังคาเห็นเวรยามยืนเฝ้าหน้าห้อง จึงกวาดมือออกพลัน

            ...เคร้ง...ง เสียงสิ่งของหล่นแตกดังจากทางตึกฝั่งขวามือ ยามทั้งสิ้นห้าจากเจ็ดจึงชักกระบี่ออกเดินไปตรวจตรา บัดนั้นกลับบังเกิดเงาวูบหลบหลังต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า ยามอีกสองจึงรีบวิ่งไปดู

            ครานั้นประตูไม้ก็แง้มปิดลงเฉกเดิม

            กระบี่ พยากรณ์ได้เข้ามาในห้องตั้งโลงศพของเจ้าสำนักน้อยแล้ว ผู้ชราทำความเคารพผู้ตายคราหนึ่ง แล้วเดินหลบวูบไม่ให้แสงเทียนสะท้อนเงาร่างออกไปให้ภายนอกเห็น

            มือเหี่ยวย่นค่อยแง้มฝาโลงเปิดออก

            ศพคนตายน่าดูชมหรือไร ศพคนตายหาได้น่าดูชมไม่ ทว่าจางป๋ายอี้กลับขอดูชม

            บนร่างที่ เริ่มขึ้นอืด มือชราค่อยเปิดอาภรณ์ศพที่ละน้อย ให้เห็นรอยแผลบวมปริ ผู้เฒ่าเพ่งพินิจรอยแผล ยังเห็นคราบเลือด หนองเปรอะ และรอยฝังอาวุธสัดสัญลักษณ์วังเหยียบเมฆาคงสลักอยู่

            ศพที่เขา ลอบตรวจสภาพล้วนมีรอยแผลเช่นนี้...รอยฟันกระบี่ที่พบเห็นได้ทั่วไปบนคนตาย ทว่าเพราะรอยฟันกระบี่ทั่วไปจึงทำให้จางป๋ายอี้นึกผิดปกติ

            กระบี่ พยากรณ์หวนระลึกเมื่อสิบปีก่อน คราเจ้าวังเหยียบเมฆาลงมือทลายพรรคดาวจรัส ศพมากมายเกลื่อนกลาดประจักษ์แก่ตา วิชากระบี่ที่อยู่บนศพนี้ดูคล้ายกับเมื่อสิบปีก่อน ทว่ามีบางสิ่งเพี้ยนไป

            ยามนั้น เองจางป๋ายอี้ก็อาศัยความว่องไวในวายุเหมันต์ หลบออกจากสำนักเหลียงซิง เพื่อมุ่งหน้าสู่แดนดับ...สุสานพรรคดาวจรัส เขาคงต้องล่วงเกินผู้ตายเพื่อไขเรื่องนี้ให้กระจ่างเสียแล้ว

 

            รอนแรมฝ่า ไอแดดเยี่ยมเยือนพงพนา นอนกลางผืนดินสกปรก เปิดโล่งรับหมู่ดาวตระการตายามค่ำคืน แม้เหงื่อไหลชโลมกายก็ยังไม่มีโอกาสได้พำนักในเมืองสักคืน

            เฟิงเนี่ยจื่อที่โอดครวญ และเดินเชื่องช้าอย่างไม่คุ้นเคยการเดินทางหักโหมเยี่ยงนี้ ทำให้เซียวฟงที่ยิ่งรีบเร่ง หงุดหงิดใจยิ่ง ดวงตาคมตวัดมองเสวี่ยที่รับปากจะไม่ให้พวกนางถ่วงการเดินทางล่าช้าอย่างขุ่น เคือง นับแต่วันนั้นยังไม่พ้นห้าคืนดี เขาต้องหยุดเท้ารอกี่คราแล้วเล่า

            เสวี่ยเดินย้อนไปยังเฟิงเนี่ยจื่อและเสี่ยวจูที่นั่งพักริมทาง ทั้งสองดูอ่อนระโหยโรยแรง ใช้ผ้าแพรผืนน้อยคอยซับหยดน้ำเล็กๆบนใบหน้า

            “ยังไหวหรือไม่”

            “ค่ะ คุณชาย”

            เฟิงเนี่ยจื่อหยัดกายยืนเชื่องช้า เสี่ยวจูเองก็รีบพยุงนางเดินขาสั่นสะท้าน ใบหน้าซีดเผือด โลหิตแทบเหือดหายจากใบหน้า

            “ว้าย คุณหนู”

            พลันเฟิงเนี่ยจื่อล้มลงกับพื้น

เสวี่ยจึงปรี่จะเข้าไปประคอง ทว่ามือนางกลับถูกเสี่ยวจูตบออก

            “ท่านอย่าได้คิดล่วงเกินคุณหนูเด็ดขาด คุณหนูเจ้าคะ” เสี่ยวจูรีบซับเหงื่อให้คุณหนูของนาง

ถิงถิงเห็นดังนั้นก็รี่กายเข้ามาข้างๆเสวี่ย แล้วว่า

            “เจ้าทำเกินไปแล้วเสี่ยวจู กล้าแสดงกิริยาหยาบคายต่อนายน้อยของข้าหรือ”

            “มาก รึ คุณหนูของข้าเกิดในตระกูลผู้ดี มิเคยต้องตกระกำลำบาก นอนกลางดินกลางทรายดุจคนเร่ร่อน เช่นคนไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างพวกท่าน นี่อันใดกัน...ทั้งที่คุณหนูตระเตรียมเงินไว้สำหรับเดินทางพร้อมสรรพ แต่พวกท่านกลับพานางเดินทางลำบากในป่าเขา คิดจะทรมานนางให้ตายหรืออย่างไร”

            คำพูดด่า ทอของนางเสียดแทง กระทุ้งให้ระดับความโกรธาในกายเสวี่ยพุ่งสูง ขณะที่กำลังหาทางสั่งสอนสาวใช้ปากร้าย เสียงอ่อนแรงของเฟิงเนี่ยจื่อก็ดังขึ้น

            “แม้เป็นเช่นนั้น เจ้าก็ต้องขออภัยคุณชายเสวี่ย” นางหายใจหอบถี่ เมื่อครู่ได้คืนสติเพราะเสียงอันดังของเสี่ยวจูนี่เอง

            “คุณหนู ท่านฟื้นแล้ว”

            ฟังหนแรกราวกับเฟิงเนี่ยจื่อเข้าใจนาง แม้คำพูดนั้นยังสะดุดหูอยู่เล็กน้อย ทว่าเสวี่ยก็พยายามดับโทสะไว้  เฟิงเนี่ย จื่อเป็นสตรีที่อ่อนหวานนุ่มนวลดุจบุปผากลีบบาง ทำให้ผู้พบเห็นอดสงสารไม่ได้ แต่ว่าสาวใช้กลับฝีปากกล้านัก รอมีโอกาสเมื่อใดนางจะสั่งสอนสาวใช้ปากมอมเสียให้หลาบจำ

            “เจ้าฟื้นก็ดี อย่างนั้นเราจะพักที่นี่ครู่หนึ่งแล้วกัน” เสวี่ยเอ่ย แล้วลุกเดินไป

            เฟิงเนี่ยจื่อเห็นเสวี่ยเดินไปเจรจากับเซียวฟงในเรื่องของนาง บุรุษผู้ซึ่งนางได้แต่เพียงมองจากด้านหลัง  เพราะเหตุใดดวงตาเรียวคู่นั้นจึงไม่เคยเหลียวมองนาง ทว่าไยนางยังต้องใฝ่หา เฝ้าคำนึงว่าเขาคือผู้ที่คู่ควรกับนางเล่า  แม้กระนั้นนางยังคงไม่ตัดใจ

 

            อาทิตย์ อัสดงแล้ว สามอนงค์ก็เหนื่อยล้าแทบพยุงกายไม่ไหว มือน้อยของถิงถิงที่เดินทางรอนแรมกับเสวี่ยมานานวัน ยังต้องทุบตามไหล่ตามขา เดินเชื่องช้าลง เฉกเดียวกับเฟิงเนี่ยจื่อและเสี่ยวจู

            จากนั่ง พักคราวก่อนไม่ทันครบชั่วยาม เสียงโอดครวญของเฟิงเนี่ยจื่อกับบ่าวรับใช้ของนางก็ดังขึ้นอีกระลอก บัดนี้เสวี่ยจึงเข้าใจความรู้สึกของเซียวฟง

            นางเห็นเซียวฟงที่เร่งฝีเท้าไม่มีทีท่ารั้งรอ จึงบอกให้พวกเฟิงเนี่ยจื่อพยายามเร่งฝีเท้าอีกสักนิด ก่อนเข้าไปช่วยประคองถิงถิง

            “มา ข้าช่วยพยุง”

            “ขอบคุณเจ้าค่ะ นายน้อย”

            สองแขนของเสวี่ยโอบเอวร่างน้อย ตระคองเดินดุจคู่รัก

            เสี่ยวจูเห็นก็จึงอดกระแหนะกระแหนให้นายหญิงของนางฟังไม่ได้

            “ดูสิเจ้าคะคุณหนู ถิงถิงช่างไร้ยางอายปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้คุณชายเสวี่ยถึงเพียงนั้น มิคาดไม้คงกลายเป็นเรือแล้วกระมัง แล้วยังคิดล่วงเกินแตะเนื้อต้องตัวคุณหนูอีก”

            “เสี่ยวจู” เฟิงเนี่ยจื่อส่ายหน้าปราม

             ทว่าขณะเดินหาสถานที่พักแรม กลับพบร่างอาบโลหิตนอนทอดกายไร้ลมหายใจเกลื่อนพื้น ท่ามกลางซากศพ เซียวฟงย่อตัวก้มมองร่างหนึ่งซึ่งขยับริมฝีปากราวกล่าวสิ่งใด เสวี่ยรีบวิ่งเข้าไปนั่งยอบกายข้างเขา

ร่างสูงมองสำรวจเสื้อผ้าบนร่างที่อ่อนแรงใกล้สิ้นลมสวมใส่ จึงทราบว่าเป็นศิษย์สำนักหมัดภูผา

            “เกิดเรื่องใดขึ้น”

            “สะ เสินซี” น้ำเสียงตะกุกตะกักเอ่ยอย่างยากลำบาก พูดจบหนึ่งคำก็พ่นโลหิตออกหนึ่งสาย

            “มันอยู่ที่ใด” เซียวฟงถามขึ้น

            นิ้วอ่อนแรงก็ขยับสั่นเทา ยกชี้ยังทิศทางหนึ่งในป่าอันโอบล้อมด้วยความสงัดงัน แล้วมือนั้นก็ตกลงข้างกาย ชีพดับสูญ

            เซียวฟงยืดร่างหันไปทิศทางนั้น แล้วทะยานกายไปโดยทันที

            เสวี่ยเห็นดังนั้นก็รีบผินหน้าสั่งสามดรุณีที่ยืนตัวสั่นเทาหวาดผวา

            “พวกเจ้าก่อไฟรอที่นี่ก่อน อีกครู่จะกลับมา” เอ่ยจบ พลันทะยานกายติดตาม

            จากกิ่ง ไม้หนึ่งโผทะยานไปยังอีกกิ่งหนึ่งรวดเร็วประหนึ่งวายุ เซียวฟงเร่งติดตามกระทั่งเห็นเงาดำของคนตรงหน้าจึงซัดอาวุธลับสะกัด ร่างในชุดสีดำสวมหน้ากากสีทองหยุดฝีเท้า หันขวับจ้องเจ้าของมีดซัด ฝ่ามือหนาเคลื่อนลมปราณออก ส่งพลังทะลวงต้นไม้ใหญ่ที่เซียวฟงยืนอยู่ขาดสะบั้น ทว่าเซียวฟงยังรวดเร็วกว่าพุ่งกายพร้อมสะบัดกระบี่เล่มหนึ่งจากฝัก เข้าดักหน้าเงาร่างสีดำของผู้ที่ถูกเรียกว่าเสินซี

            เมื่อเสินซีนั้นเห็นศัตรูหมายจู่โจมเต็มกำลัง ก็ชักกระบี่เจิ้งจื่อออกจากฝัก ปรากฏเป็นเนื้อกระบี่เหล็กสีดำวาววับ ดุจดวงตามัจจุราช

            ...เคร้ง... เสียงปะทะของสองกระบี่บังเกิดประกายไฟแปลบปลาบ

             เสวี่ยที่มาถึงได้ครู่เดียวจึงหลบ ยืนชมไม่อาจละสายตา เงาร่างสองสายเข้าปะทะ ประกายกระบี่วูบวาบปราดเปรียวเกินจะมองตามทัน แต่กระบี่ของเซียวฟงเป็นเพียงกระบี่ธรรมดาเล่มหนึ่ง เขาจึงต้องเสริมด้วยพลังปราณเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งแก่เรือนกระบี่ บุรุษสวมหน้ากากทองตวัดกระบี่คราหนึ่ง พื้นดินก็ระเบิดตูมเป็นแนวยาว สะกัดคู่ต่อสู้ที่หมายรุกใกล้

              บัดนั้นเซียวฟงกดปลายเท้าถีบตัว เหินถอยออก แล้วจึงโยนกระบี่ขึ้นตรงหน้า ใช้ดัชนีอันเปี่ยมพลังดีดด้ามกระบี่ให้พุ่งทะลวงฝ่าม่านฝุ่นจากการระเบิด ครากระบี่พุ่งแหวกสายฝุ่นออก บุรุษในชุดดำก็ต้องหลบวูบแต่ยังต้องคมกระบี่จนบาดเจ็บที่ไหล่ เพราะเมื่อครู่เซียวฟงพุ่งกายตามกระบี่เข้ากระชับด้าม แล้วเสือกแทงประชิดตัวอีกฝ่าย

            เสวี่ย เห็นทั้งสองถาโถมใส่กันยิ่งตื่นตา ไม่ใช่เพียงวิทยายุทธต้องล้ำเลิศ หากท่วงท่าที่ช่วงใช้ล้วนพลิกแพลง สมเป็นการประลองของมือกระบี่

           แม้การต่อสู้จะน่าดูชมอย่างไรนางก็จำต้องละสายตา เพื่อกวาดมองทั่วบริเวณ

            ไฉนจึงยังไร้ซึ่งเงาซือฝุกับศิษย์พี่ หรือพวนางจะจับทางของเสินซีผิดไป

           ...เคร้ง...