เดิน ทางสู่เมืองเหอจิ่ว ต้องผ่านทางอำเภอหนึ่งซึ่งติดกับตัวเมืองได้โดยไม่ต้องปะทะกับทางการ เซียวฟงซึ่งเข้าไปสังเกตุการณ์ก่อนก็พบทหารกลุ่มน้อยตั้งด่าน จึงอาศัยความรวดเร็วซัดลูกหินสกัดจุดของทหารเหล่านั้น แล้วฉีกดึงป้ายประกาศขยำทิ้งเสีย

            บัดนั้นจึงแจ้งแก่คนที่เหลือ ให้รอเขาสืบข่าวเสียก่อนค่อยออกเดินทาง

            ทั้งสี่อนงค์จึงนั่งคอยที่เพิงเก่าทำด้วยไม้ไผ่มาผูกติดกัน ที่นั่นมีหลังคาปูด้วยใบไม้พอให้กันแดดและฝนได้เล็กน้อย

            พลันเสวี่ยหันไปเอ่ยกับเฟิงเนี่ยจื่ออย่างกระดากปาก

            “เนี่ยจื่อ เจ้ายังมีเงินติดตัวหรือไม่”

            “ยังพอมี” นางเอ่ยพลางแบมือรับถุงเงินจากเสี่ยวจู ที่คอยถือสัมภาระให้ตลอดการเดินทาง

            “ข้าขอแบ่งส่วนหนึ่งเพื่อซื้อเสบียงได้หรือไม่”

            เฟิงเนี่ยจื่อจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งให้ แต่เสวี่ยกลับส่งต่อให้ถิงถิง

            “ถิงถิงเจ้าเอาเงินไปซื้อเสบียงไว้ เพราะมีเพียงเจ้าที่มิถูกประกาศจับ”

            “เจ้าค่ะ” นางพยักหน้าแล้วรีบไปทำตามคำสั่ง

 

            ในเรือน หลังใหญ่ สถานที่ส่งข่าวของเหล่าทูตรับใช้ เซียวฟงพริ้วกายผ่านกำแพงแล้วเร้นตัวไปยังบริเวณเรือนเก็บของ มือหนาขยับก้อนอิฐด้วยวิธีเดียวกันกับที่ทำทุกคราเป็นดั่งรหัสเปิด แล้วจึงพบเศษผ้าขาว

           ‘ฉางอัน’ หนึ่งคำปรากฏ พลันเศษผ้าในมือก็ถูกบดด้วยพลังปราณผ่านฝ่ามือ จนละเอียดเป็นฝุ่นผง

 

            รอเนิ่นนานกระทั่งเซียวฟงย้อนกลับมาแล้วทว่ายังคงไร้วี่แววถิงถิง ร้อนให้เสวี่ยออกตามหาในเมือง

             เมื่อเดินเข้าไปในเมืองก็เริ่มพบ บ้านเรือนผู้คนประปราย มีโรงเตี๊ยมเหลาซึ่งเป็นจุดนัดพบของทุกผู้คนในอำเภอตั้งตระหง่าน สายตาเล่าก็คอยสอดส่องหาบ่าวรับใช้

            ระหว่างที่ร่างเล็กกำลังเดินผ่าน หน้าโรงเตี๊ยมนั้น อาภรณ์ขาวล้วนของนางกลับเด่นชัดในสายตางามงดคู่หนึ่ง ดวงตานั้นเบือนหน้ามองตามร่างเล็กอย่างไม่ละวาง พลันประกายจ้าลุกวาบในดวงตาสุกใส

            โดยกระทันหันเสวี่ยต้องหยุดฝีเท้า ด้วยร่างสะโอดสะองค์ห้าสายพริ้วกายเข้าขวางทาง อาภรณ์สีแดงโลหิตปรากฏชัดเจนแก่สายตา

            “พบกันจนได้” เสียงหวานเอ่ยทัก พลางแย้มยิ้มให้เสวี่ย

            ทว่าเสวี่ยไม่อาจยิ้มตอบให้มารพิษบุปผา

            “วันนี้เจ้าต้องลิ้มรสความทรมานยิ่งกว่าตาย ที่บังอาจยุ่งเรื่องของพวกเรา” เสียงหวานแปรเป็นแหลมสูงหากมันมิสอดมือยุ่ง พวกนางคงได้ตัวอู๋หย่งเจี้ยนไปแล้ว

            พลันสายผ้าทั้งห้าจากสตรีชุดแดงพุ่งทะลวงหมายรัดตัวเสวี่ย ร่างน้อยจึงตบเท้าเหินสู่กลางเวหาหลบ  ร่าง ในอาภรณ์ขาวหมุนตัวตวัดฝ่าเท้าน้อยตบที่เสาโรงเตี๊ยม พุ่งกายหลบการจู่โจมอีกระลอก เสวี่ยได้แต่อาศัยความว่องไวพริ้วไหวของท่าร่างวายุเหมันต์หลบหลีก แค่หนึ่งนางยังไม่อาจรับมือได้ นี่มาถึงห้าแล้วจะรับมืออย่างไรไหว

              ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกต่างแตกตื่นหลบหนีพัลวัน เสวี่ยเองก็ได้แต่หลบถอยร่นไปเรื่อยๆ

            “มีฝีมือแค่นี้รึ” พวกนางหัวร่อเสียงใส

            เสียง ต่อสู้อลหม่านและเสียงหวีดร้องของชาวบ้าน ทำให้เซียวฟงทะยานกายออกไปดูโดยทิ้งให้อีกสองดรุณรอคอย ทว่าเฟิงเนี่ยจื่อและเสี่ยวจูไม่กลับวิ่งตามไปด้วย

 

            เข็มเงิน วาบวับชุดหนึ่งแหวกอากาศหวังปักลงเนื้อหนังศัตรู เสวี่ยที่ล้มลงจากการโจมตีเมื่อครู่ไม่อาจหลบทัน แพเข็มทั้งสิบพุ่งใกล้จนเกือบถึงกาย บัดนั้นพลังสายหนึ่งกลับผลักเข็มพิษย้อนกลับไปยังผู้ซัด นางมารพิษบุปผาจึงต้องหมุนกายเหินหลบ

            “หืม หยกงามเยี่ยมยุทธ”

             หนึ่งในสตรีชุดแดงเอ่ยชมราวกับเจอ ของต้องใจ อีกสี่นางได้ยินถึงกับหัวเราะคิกดูคล้ายดรุณีแรกรุ่นเอียงอาย ช้อนดวงตางามมองเซียวฟงจากเท้าสู่ศีรษะ

นับเป็นบุรุษที่หายากยิ่ง

            “บุปผาควรคู่หยกงาม ข้าถูกใจเจ้า จงกลับพรรคมารพิษบุปผากับพวกเรา”

            โดยไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย นางมารที่เอ่ยก็ตวัดผ้าแพรกลับ แล้วร่ายพลังฝ่ามือประสานพิษกระแทกออก

             เซียวฟงและเสวี่ยจึงเหินกายหลบ

            “หลีกไป อย่าขวางข้า” เสียงดุดันตวาดสหายร่างเล็ก

            แม้เสวี่ยจะเจ็บใจที่ถูกหมิ่นแต่ก็ต้องยอมทำตาม

            “คุณชาย” เสียงหวานหนึ่งร้องเรียก

            เสวี่ยผินหน้าไปเห็นเฟิงเนี่ยะจื่อกับเสี่ยวจูวิ่งจะเข้ามา จึงเข้าไปกันพวกนางออก

            “พวกเจ้าหลบไปเสีย”

            ท่วงท่า ของนางมารพิษบุปผาร่ายออกถึงหกกระบวนท่า แต่ละกระบวนดั่งการร่ายรำของกลีบบุปผา แต่ละกลีบงดงามละลานตา ทว่ากลับลอบแทรกด้วยกงเล็บแหลมยาวเคลือบพิษร้ายกาจ

            เซียวฟงหมุนกายพริ้วหลบกงเล็บสีแดง สดนั่น ฝ่ามือเขาแยกออกแล้ววกกลับ จับได้แขนกลมกลึงหนึ่งก็กระชากร่างระหงเข้าใกล้ เจ้าของลำแขนดูเหมือนจะถูกใจที่เซียวฟงสัมผัสผิวกายของนาง ทว่าเมื่อรั้งเข้ามาใกล้ ฝ่ามือที่ได้เค้นพลังปราณรออยู่นั้นก็กระแทกใส่ร่างมารพิษบุปผาอย่างไร้ ปราณี

             ร่างระหงถึงกับลอยกระเด็นกระแทกเสาร้านแห่งหนึ่งหักทลาย ร่างนางมารร่วงสู่พื้นกระอักโลหิตคำใหญ่

            “เจ้า” นางเอ่ยได้เท่านั้นก็สลบลงด้วยบาดเจ็บสาหัสภายใน

            อีกสี่นางเห็นศิษย์ร่วมสำนักถูกทำ ร้ายสาหัส จึงเกิดโทสะลงมือหักโหมยิ่งขึ้น ขณะที่เซียวฟงรับฝ่ามือรุกไล่ของสามนาง เสวี่ยพลันเห็นอีกนางหนึ่งหมายตวัดกงเล็บใส่จากทางด้านหลังเขาก็ร้องว่า

            “ระวัง”

            ร่างน้อยพริ้วกายขวาง มือดึงขลุ่ยไผ่ขาวสะกัดรับข้อมือเนียนของอีกฝ่าย ทว่ากงเล็บยาวเมื่อถูกผลักออก กลับพลิกแพลงเป็นกระบวนท่าชุดสองส่งมาต่อเนื่อง จนเสวี่ยไม่อาจเบี่ยงกายหลบทันจึงถูกฝ่ามือพิษซัดใส่ จนร่างลอยละลิ่วกระแทกประตูเรือนหนึ่ง

           เห็นดังนั้นนางมารนั่นจึงเข้า