จองหนังสือชุด จอมนางลิขิตสวรรค์ ได้แล้วค่ะ
ขยายเวลาจองถึง 30 กันยายนนี้
 
รายละเอียดติดตาม : http://phenghuang.exteen.com/20120816/entry
 
 
*********************
 

             ภายใน ห้องพักหนึ่ง ชิงหานเกอหัวหน้าสาขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ด้านหลังของเซียวฟง เขาใช้ดัชนีสะกัดจุดบนร่างเบื้องหน้าเพื่อยั้งพิษให้เซียวฟงสะอึกคราหนึ่ง ก่อนร่างท่าประสานเคลื่อนพลังลมปราณสู่ฝ่ามือแล้วถ่ายผ่านสู่แผ่นหลังอีก ฝ่าย บังเกิดพลังสายหนึ่งไหลเวียนในร่าง

             ชิงหานเก อเพ่งสมาธิจดจ่อ เหงื่อซึมประปรายตามไรผมและหน้าผาก เมื่อเวลาผ่านเนิ่นนานเข้าก็รู้สึกแปลกใจ พลังโคจรที่ส่งเข้าไปรักษาเซียวฟงดูราวกำลังถูกพลังปราณสองสายประกบคอยเกื้อ หนุน เพื่อสลายพิษให้รวดเร็วขึ้น

            ชิงหายเกอตวัดมือกลับ ผ่อนลมปราณของตนทีละน้อย ค่อยพยุงร่างของเซียวฟงนอนพัก

             ดวงตาผู้อาวุโสมองบุรุษตรงหน้าอย่างสงสัย

            “หาก เป็นคนทั่วไป อย่างน้อยข้าต้องใช้เวลาถึงสี่ชั่วยามขับพิษ แต่นี่มิถึงสองชั่วยามดีก็สามารถสลายพิษแมงมุมนั่นได้แล้ว เจ้าคงเป็นยอดยุทธ์ผู้หนึ่ง”

            แม้ ว่าพิษในร่างจะสลายได้มากแล้ว แต่อาการบาดเจ็บภายในยังต้องอาศัยเวลา ชิงหานเกอจึงเดินออกไปจัดการเรื่องการรักษาและแจ้งอาการต่อถิงถิง

            ครั้น เฟิงเนี่ยจื่อและเสี่ยวจูฟื้นจากพิษสลายพลัง เฟิงเนี่ยะจื่อจึงค่อยระลึกได้ เขียนจดหมายอธิบายเรื่องราวถึงบิดา ให้ถอนประกาศจับกับทางการเสีย

 

             แสงสว่าง เลือนลางจากคบไฟที่เสียบข้างกำแพง สะท้อนให้เห็นกำแพงหินชื้นแฉะ ดำสกปรกซึ่งปกคลุมด้วยตะไคร่เขียวครึ้ม เสียงครูดคราดตามพื้น ราวมีบางสิ่งถูกลากขูดนั้นดังยาวนานสักพัก จึงสลับด้วยเสียงดั่งเหล็กกระทบกันหนึ่งที เป็นเช่นนี้ราวกับไม่มีที่จบสิ้น กลิ่นเหม็นฉุนจากการหมักหมมลอยกระทบจมูก

             ร่างใหญ่ ทั้งสองยกร่างหนึ่งลอยขึ้น กางแขนทั้งสองข้างแยกพันธนาการกับหลักไม้ด้วยโซ่เหล็กขนาดใหญ่ ลำตัวก็ถูกรัดรึงด้วยโซ่เหล็กเปรอะรอยเลือดและเศษเนื้อแห้งกรัง

            ร่าง ระหงทั้งสี่มองตัวก่อกวนที่อยู่ในอุ้งมือ แล้วยิ้มดุจมีสิ่งใดน่าสนุก ปลายนิ้วกลมกลึงแตะเชยคางมนของคนตรงหน้าเชิดขึ้น เพ่งพิจารณา

            “อืม” นิ้วเรียวจับคางของเสวี่ยให้หันไปซ้ายขวาเพื่อดูอย่างละเอียด

            “แม้มิหล่อเหลาเท่าบุรุษผู้นั้น แต่ก็หาได้อัปลักษณ์เท่าใดนะน้องสาม” เสียงกังวานใสของศิษย์เอกลำดับสองของพรรคนามเอ้อหัวเอ่ย

             พลันร่างบอบบางในชุดแดงเพลิงสีเดียวกันก็เยื้องกรายเข้ามาใกล้ นางเหลือบมองเสวี่ยก่อนกระชากเสียงกล่าว

            “ท่านจะนำตัวไปให้ประมุขดูหรือ หากท่านพอใจเรามิต้องเสียของเล่นยามว่างหรือไร”

            เมื่อศิษย์ลำดับสามกล่าวจบเสียงหัวเราะคิกจึงดังขึ้น สตรีร่างน้อยยกชายแขนเสื้อบางป้องปาก

            “โอ้ พี่ซ่านหัว ท่านถูกใจมันหรอกหรือ” ว่าพลางใช้หางตามองศีรษะจรดเท้าของเชลยที่ถูกล่ามไว้

            “วรยุทธ์รึก็อ่อนด้อย ท่านจะชายตาแลมันไปไย”

            ร่างน้อยเอ่ยวาจาดูแคลน วาจาเช่นนี้ย่อมเป็นของซื่อหัว

            “เจ้า” ซ่านหัวกัดฟันกรอด ศิษย์น้องผู้นี้มักดูถูกนาง กลั่นแกล้งให้นางอับอาย

            “พอได้แล้ว” เอ้อร์หัวเอ่ยปราม

“นำ ตัวไปให้ประมุขดูแล้วอย่างไร คิดหรือประมุขจะสนใจมัน ในเมื่อข้างกายท่านมีคุณชายผู้นั้นอิงแอบอยู่ทุกคืนวัน ประมุขลุ่มหลงเขาเพียงนี้ ของเล่นของเรามีหรือจะอยู่ในสายตา”

            “เช่นนั้นจงให้มันลิ้มรสที่หลอกพวกเราเสียก่อน”

             ดวงหน้า เย็นชาของศิษย์เอกลำดับที่ห้านามลู่หัว เหยียดยิ้มเย็นเยียบให้ผู้พบเห็นเย็บวาบทั่วสรรพางศ์ นางคือผู้ใช้กงเล็บหวังสังหารเสวี่ยในคราวที่ต่อสู้กันก่อนหน้า  

             มือบาง ปลดแส้หนังที่ห้อยไว้แทนสายคาดเอวออก ข้อมือนั้นสะบัดให้ปลายแส้เหินในอากาศวาดเป็นวง แล้วรั้งกลับ ฟาดพื้น ...เพี๊ยะ เพี๊ยะ... ทดลองจนน้ำหนักมือได้ที่ สตรีผู้คงเรือนร่างสะโอดสะองน่าทะนุถนอมผู้นี้ก็เหวี่ยงแรงจากข้อมือ ส่งปลายแส้ฟาดกระทบผืนอาภรณ์คลุมกาย ส่งแรงบาดยังผิวกายเชลยตรงหน้า

            รอยหนึ่งฟาดฝากยังไม่อาจเห็นรอยเลือดด้วยเสวี่ยสวมอาภรณ์หนา แส้ที่สองก็ตามมา

            เสวี่ยก ระตุกสะดุ้งแต่ไม่ทันที่สติจะฟื้นคืนเต็มที่ ความเจ็บแปลบบาดลึกยิ่งทวีคูณ ด้วยลู่หัวไม่รีรอลงแส้อย่างต่อเนื่อง ส่งพลังสะบัดให้ขอบแส้แหวกผ่านอากาศดังวืด

            เสวี่ยถึงกับต้องร้อง หลังสัมผัสความเจ็บปวดสติพลันกลับคืน นางเม้มริมฝีปากกลั้นใจจนห้อเลือด พยายามที่จะไม่ร้องอ้อนวอน

             ด้วยความ ชำนาญในการใช้แส้ รอยฟาดฝากบนกายหาได้ทำให้เกิดรอยปริบนผืนผ้าอาภรณ์แม้แต่น้อย ทว่าพลังนั้นทะลุผ่าน กรีดเฉือนผิวภายในจนแตกเยิน ยังให้โลหิตค่อยๆซึมทีละน้อยๆ ผ่านเนื้อผ้าแต่ละชั้น

            “หยุดมือเสียน้องห้า หากเจ้าเฆี่ยนต่อเกรงว่าเวลาให้มันปรนนิบัติพวกเรา ตามตัวคงมีแต่รอยแผลน่าเกลียด แล้วเจ้ายังจะพึงใจมันอีกหรือ” เอ้อร์หัวกล่าวเสียงเข้ม

             ลู่หัว ยินดังนั้นจึงตวัดข้อมือสะบัดรั้งแส้กลับ แววตาเผยประกายจรัสเมื่อได้ลงทัณฑ์ร่างในภูษาขาวตรงหน้า แม้จะกระหายความเจ็บปวดของเชลยแต่ก็ยังเสียดายผิวขาวใสของมันอยู่

            เอ้อร์หัวผินหน้ามองผู้คุมที่ลากร่างของเสวี่ยเข้ามาในคุกมืดนี่

            “เฝ้ามันเอาไว้ให้ดี เมื่อถึงเวลาข้าจะพามันไปพบท่านประมุข”

            “ข้าน้อยทราบแล้ว” ร่างใหญ่ทั้งสองก้มหัวคำนับ

 

            บน ชั้นเขาหน้าผาหนึ่งยื่นออกรับอากาศบริสุทธิ์ ไอเย็นเลาะเลียบแก่นศิลา ศาลาหลังใหญ่หนึ่งตั้งตระหง่าน แวดล้อมด้วยต้นดอกโบตั๋นสีชมพูอ่อนหวาน ห้วงบรรยากาศอันตระการนี้เป็นของสตรีดวงหน้าคมเปี่ยมเสน่ห์ ผู้กำลังเคลิบเคลิ้มในอ้อมกอดของบุรุษคนรัก

           นางช้อน ตามองบุรุษร่างสูงโปร่งเพียบพร้อมด้วยบุคคลิกงามสง่าทรงอำนาจ สวมหน้ากากบดใบดวงหน้าอันหล่อเหลาซึ่งมีเพียงนางเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้ยล ร่างอรชรซึ่งแสวงหาจะครอบครองหยกน้ำหนึ่งในปฐพีมาตลอด บัดนี้หยกนั้นอยู่ในมือนางแล้ว

            แม้กระนั้นดวงตาเรียวของบุรุษผู้นี้ กลับทอดมองเวิ้งอากาศ ราวครุ่นคิดสิ่งใดอยู่

            “คิดสิ่งใดอยู่ มังกรผงาด” นางเอ่ยถาม

            ศีรษะของผู้ถูกเรียกมังกรผงาด จึงก้มมองสตรีในอ้อมแขน

            “ข้าคิดถึงอนาคต”

            เจ้าของดวงหน้างดงามบิดกายหมุนออกจากวงแขนกำยำ นางเงยหน้ามองอีกฝ่ายราวไม่เข้าใจ

            “อนาคตของท่านไยมิใช่ข้า ชิงเหมยฮัวประมุขพรรคมารพิษบุปผา” น้ำเสียงเง้างอนหากแฝงความรู้สึกกดดันอีกฝ่ายเอ่ย

             บัดนั้นดวงตาที่แวววับราวลูกแก้วของมังกรผงาด ก็แปรเป็นกร้าวแข็ง

            “เจ้าเป็นถึงประมุขพรรคมารที่ยุทธภพต่างเกรงกลัว ข้าเป็นเพียงคนไร้ชื่อเสียงในยุทธภพ มีหรือจะคู่ควรกับเจ้า” เสียงนุ่มเอ่ยด้วยกระแสน้อยเนื้อต่ำใจ

            “ใครกล้าว่าเช่นนั้น ข้าจะฆ่ามัน” นางหยุดเพียงครู่ แล้วเลิกคิ้วโก่งเรียว

           “ด้วยภูมิกำเนิดเพียงนี้ของท่านยังมิพึงใจ หรือท่านปรารถนาตำแหน่งจ้าวยุทธภพ”

            “เจ้ายุทธภพ หึ มีอันใดน่าสนใจกัน ข้าหมายให้ใต้หล้ายินนนามข้าต้องศิโรราบ นั่นจึงคู่ควรกับเจ้า ทว่า...”

            “อันใดเล่ามังกรผงาด ท่านก็ทราบว่าข้าสามารถให้ท่านได้ทุกอย่าง”

             ชิงเหม ยฮัวไม่อยากให้คนรักคิดมาก ฝ่ามือบางจึงลูบไล้แผ่นอกตึงแน่นของอีกฝ่ายอย่างเล้าโลม พรรคมารพิษบุปผาคือ หนึ่งในสามมารแห่งยุค นับแต่พรรคดาวจรัสได้ดับแสงเมื่อหกปีก่อน เวลานี้จึงเหลือเพียงมารพิษบุปผา และหอมารอเวจีที่ยิ่งใหญ่ในสายอธรรม หากนางเคลื่อนไหวจริง มีหรือยุทธภพจะไม่สะเทือน

             ระหว่างที่เรียวนิ้วกลมกลึงเรี่ยไล้ร่างอีกฝ่าย มือหนาของคนรักกลับปลดมือนางออกจากกาย

            “ถ่ายทอดวิชาฝ่ามือสลายธาตุทะลวงใจให้ข้า” มังกรผงาดเอ่ย พลางจ้องมองในดวงตาคู่คมตรงหน้าอย่างจริงจัง

             ทว่านางกลับเบือนหน้าหนี ผละออกจากเรือนกายที่นางโหยหาทุกค่ำคืน บรรยากาศหวานถูกชะล้างออก

            “ลืมเสียเถิด วิชานี้มีเพียงประมุขจึงจะฝึกได้ แม้ข้าจะรักท่าน ตามใจท่าน แต่กฏของปรมาจาร์ยต้องยึดมั่น”

            ฝ่ามือ สลายธาตุทะลวงใจอันร้ายกาจ แม้ศัตรูถูกฝ่ามือเดียวก็ยากจะรั้งชีวิตไว้ได้ ต่อให้หมอเทวดาก็ไม่มีทางยื้อไว้ ทว่าการฝึกวิชานี้ยังมีข้อจำกัดอันสาหัส นางไม่ต้องการให้คนรักต้องทรมานชั่วชีวิต

            ชิง เหมยฮัวแม้ปฏิเสธ แต่ก็เกรงอีกฝ่ายจะเสียใจจึงช้อนตามองเขา แต่กลับได้ยินเสียงทุ้มหัวเราะก้อง สองมือหนาไพล่หลัง อารมณ์ที่เปลี่ยนรวดเร็วของคนรักทำให้ชิงเหมยฮัวไม่วางใจ

            “ประมุข...สมเป็นประมุขพรรคมารจริงๆ” คำพูดของเขาทำให้นางฉงน

             ร่างสูงจึงโน้มตัวเอ่ยกระซิบข้างหูนาง

            “มิต้องกังวล ข้ายังมิต้องการวิชานั่น เพียงแค่เห็นเจ้าทำท่าทางขึงขังได้น่าหลงใหลเพียงนี้ ข้าก็อดนึกถึงราตรีนี้มิไหวแล้ว” เสียงพร่าข้างใบหูกอปรด้วยถ้อยคำวาบหวาม แม้เป็นนางมารใจเหี้ยมก็ยังไม่อาจแข็งขืน ดวงหน้างามจึงระเรื่อสีแดงปลั่งดุจดอกเฉียนเว่ย (กุหลาบ)

 

            รอย โลหิตและคราบสกปรกเปรอะเปื้อนเนื้อตัว ผมดำขลับที่เคยรวบตึงกลางศีรษะหลุดรุ่ยเกลื่ยข้างแก้ม หลังจากถูกลู่หัวเฆี่ยนด้วยแส้ในวันแรกที่ถูกจับขัง นี่เป็นวันที่สามแล้วที่เสวี่ยลืมตามองเห็นเพียงความมืด หากไม่มีนางมารผู้ใดคิดลงมาเล่นสนุกด้วยการทรมาน นางก็ไม่มีวันได้เห็นแสงคบไฟ

            เสวี่ยไม่ได้ถูกโยนให้อยู่ในห้องขังเหมือนนักโทษอื่น แต่อยู่ในห้องลงทัณฑ์

             ลู่หัว แอบหลบศิษย์พี่มาหาเสวี่ยเพื่อทรมานนางด้วยแส้ทุกวัน ดวงตานางมารน้อยวาวโรจน์ดุจได้เล่นสนุกเมื่อยินเสียงร้องของเสวี่ย หากวันนี้นางกลับไม่หยิบจับอาวุธ

            สตรีร่างบางสาวเท้าเข้ามาใกล้พร้อมเสียงหัวเราะใส เสวี่ยใช้ดวงตาพร่าคลี่มองอย่างยากเย็น

            “วันนี้ข้าจะมิลงแส้เจ้าแล้ว” ลู่หัวเอ่ย