จองหนังสือชุด จอมนางลิขิตสวรรค์ ได้แล้วค่ะ
ขยายเวลาจองถึง 30 กันยายนนี้
 
รายละเอียดติดตาม : http://phenghuang.exteen.com/20120816/entry


            จาก การสังหารชาวยุทธ์มากมายของเสินซี จางป๋ายอี้จึงสั่งให้ศิษย์เอกคอยเข้าไปสืบข่าวคราวจากเจ็ดสำนักใหญ่ บัดนี้เหวินอี้หลินจึงยืนรอหน้าสำนักเทพเหนือฟ้า โดยอ้างว่าราชสำนักเห็นยุทธภพวุ่นวายจนเกรงจะกระทบถึงประชาราษฎร์ แม่ทัพขวาจึงได้สั่งให้ตนมาสืบเอาความ

            เมื่อไถ่ ถามถึงเรื่องราวอยู่ครู่ใหญ่ ทำให้ทราบได้ว่า การลงมือของเสินซีตามที่ตนและซือฝุตามรอยนั้นสะเปะสะปะ อีกทั้งยังเน้นทิ้งร่องรอยให้รู้ว่าเป็นฝีมือเจ้าวังเหยียบเมฆา ด้วยบนศพนั้นจะมีมีดซัดชนิดพิเศษ บางเบาหากคมกริบ อันเป็นลักษณะเฉพาะของวังเหยียบเมฆาตกอยู่ทั้งสิ้น

           

            ในโรงเตี๊ยมซอมซ่ออันตั้งอยู่กลางป่าเขา มีร่างผู้เฒ่าชุดขาวยืนรอข่าวนอกระเบียงไม้ผุ สายลมอันหนักอึ้งม้วนตัวพัดวาบผ่านเส้นเกศาของผู้ชรา ดาราดาษดื่นบนผืนนภายังอยู่ภายใต้การจับจ้องยาวนานของจางป๋ายอี้  

             ยามดวงตา ผู้ชราไล่มองแต่ละดวงก็ให้สะดุ้งในใจวาบ ดาราอันเคยปรากฏเมื่อสองปีก่อนโดยกระทันหัน ประกายนั้นหายวับจากผืนนภาดำทะมึน กระบี่พยากรณ์รีบหันหน้ายังทิศประจิมยกนิ้วใคร่คำนวณ

            ‘ลมทมิฬพัดผ่านกาย ดารารายดับแสง เส้นแดงพาดเงาจันทรา เป็นลางสิ้นลิขิตสวรรค์’

            “มิควรเป็นเช่นนี้”

            เสียงเบาพึมพำผ่านริมฝีปากหยาบ หากยังจับความสั่นเทาได้ บัดนั้นเรียวคิ้วสีขาวกลับขมวดชนกันอย่างไม่ใคร่เชื่อถือ

            “หากเป็นจริง แค้นพันปีของทั้งสอง ผู้ใดจะคลี่คลาย หรือพิภพนี้จะต้องนองด้วยโลหิต หรือหมู่มารในอนาคตกาลจะได้ยิ้มผยอง”

            แม้จะ คำนวณดวงชะตาของศิษย์คนเล็กตกชะตาดับ ทว่าจางป๋ายอี้ก็ได้ล่วงรู้ซึ่งลิขิตสวรรค์ประการหนึ่ง ตนเองจึงไม่อาจออกตามหาเสวี่ยเหยา เป็นความผิดอย่างมหันต์ของตนที่นำพาปทุมสวรรค์พบจุดจบ เทพเซียนทั้งหลายคงให้ตนได้ลงสู่ห้วงอเวจีเพื่อลงโทษแน่
            จาง ป๋ายอี้ไม่อาจรอศิษย์เอกให้สืบความจากเจ็ดสำนักใหญ่ได้อีก กระดาษชิ้นเล็กซึ่งถูกเขียนข้อความก็ถูกนำใส่ที่ห่วงตรงขาพิราบสื่อสาร แล้วปล่อยสู่ท้องฟ้ากว้าง จากนั้นผู้เฒ่าจึงค่อยทะยานกายออกไป ไม่อาจเสียเวลาไปสุสานดาวจรัสในยามนี้เสียแล้ว

           ‘เหยาเอ๋อร์มีภัย จงสืบหาร่องรอยนาง’

 

            แสง สว่างจากปลายเทียนเพียงพอที่จะทำให้ผู้อยู่ในห้องมองเห็นสิ่งต่างๆกระจ่าง ชัด ร่างสูงยันกายขึ้นยืน สองเท้าเดินไปยังหน้าต่างห้อง ทอดสายตาคมดุจกระบี่มองจันทร์ฉายกระจ่างบนผืนนภาดำมืด ไม่นึกว่าเขาจะได้มาพักฟื้นในหมู่ตึกเจ็ดดารา หนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่ที่มีแค้นกับเสินซีเช่นนี้ และยิ่งไม่คาดว่าเสวี่ยจะรู้จักกับอู๋หย่งเจี้ยน จนสามารถสั่งให้หัวหน้าสาขาชิงหานเกอสละพลังรักษาพิษในกายเขาด้วยตัวเอง

             ทั้งที่ ไม่จำเป็นต้องอาศัยพลังผู้อื่น เซียวฟงก็สามารถเดินพลังควบคู่กับโอสถหยดอรุณเพื่อขับพิษร้อยแปดได้อยู่แล้ว แต่หากเขาเปิดเผยพลังวิชาอันล้ำเลิศมากเกินไป ไม่แคล้วจะถูกสงสัยก่อนจัดการกิจเสร็จ

            “คุณชายเซียวฟงเจ้าคะ” เสียงถิงถิงร้องเรียกหน้าห้อง ใบหน้าเรียวหันมองก่อนจะเอ่ย

            “มีอันใด”

            “ข้ามีเรื่องจะปรึกษาท่านเจ้าค่ะ” น้ำเสียงเจือความร้อนใจอยู่ไม่น้อย เอ่ยตอบ

            ร่างสูงเดินไปเปิดประตูออกไปพบนาง เห็นร่างน้อยยืนทำหน้ากลัดกลุ้มหน้าห้อง

            “ว่าอย่างไร”

            “อาการท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

            “ดีขึ้นแล้ว” เซียวฟงได้รับการรักษามาสองวัน ตอนนี้พิษในกายถ่ายออกไปจนเกือบหมด ไม่น่ากังวลอันใดอีก

            “ท่านได้ข่าวนายน้อยบ้างหรือไม่ หลายวันแล้วข้าถามท่านฟ่านที่ช่วยสืบหาก็ยังมิทราบความ”

            ถิงถิงถามเช่นนี้ เพราะทราบจากเสวี่ยว่าเซียวฟงมีสหายคอยติดตามสืบข่าวเรื่องเสินซีให้ตลอดเวลา เขาย่อมมีหูตากว้างขวางในยุทธภพ

            “มิทราบได้” เขาเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะกล่าวต่อ

            “ข้าจะเข้านอนแล้ว”

            พลันมือหยาบก็เปิดประตูแล้วกลับเข้าห้อง

            ถิงถิงถึงกับผิดหวัง

            เหตุใดคน ผู้นี้ถึงเย็นชานัก นายน้อยของนางหายไปทั้งคน กลับดูมิเดือดร้อน จริงอยู่ที่ทั้งสองนี้มิได้เป็นสหายสนิท แต่พวกเราก็เดินทางร่วมกันมาแรมเดือน ไฉนความห่วงใยสักนิดก็มิมี

            แท้ จริงเซียวฟงยังไม่ได้เข้านอนตามที่กล่าว ไฉนเขาจะไม่ทราบว่าเสวี่ยถูกพรรคมารพิษบุปผาจับตัวไป ในเมื่อทูตอัคคีได้ลอบเข้ามารายงานเมื่อวานก่อน

            จาก คำของทูตอัคคี คราแรกที่เสวี่ยถูกพาลงไปขังในคุกใต้ดิน ยังมีสภาพครึ่งเป็นครึ่งตาย ทว่าไม่กี่วันต่อมาเสวี่ยกลับไปนั่งพักสุขสบายในห้อง ตามเนื้อตัวก็ไร้ซึ่งรอยบาดแผลราวกับเมื่อหลายวันก่อนเป็นความฝัน  

            นอกจากนี้ทูตอัคคียังกล่าวว่า เสวี่ยยังหยอกเย้ากับศิษย์มารพิษบุปผาราวสนิทสนม นี่มันเป็นเรื่องใดกัน เขาเองก็ยังไม่อาจทราบคำตอบ

 

            หลายวันต่อมา เฟิงเนี่ยะจื่อและเซียวฟงนั่งรับประทานอาหารพร้อมกับชิงหานเกอและฟ่านถังจิ่ง โดยมีถิงถิงและเสี่ยวจูยืนรับใช้

            วันนี้ฟ่านถังจิ่งมีสีหน้าเคร่งเครียดจนทุกคนสังเกตุเห็น

            “ท่านฟ่านเหตุใดจึงทำหน้าเคร่งเครียดนัก” เฟิงเนี่ยจื่อเอ่ยถาม

            “พวกเราต้องปิดร้านซิงสุ่ยชั่วคราว”

            “เหตุใดเล่า” ถิงถิงเอ่ยถามตกใจ

            “พรรค มารพิษบุปผาสืบทราบว่าร้านขายผ้าซิงสุ่ยเป็นที่ส่งข่าวของหมู่ตึกเจ็ดดารา แล้ว พวกมันได้ส่งคนไปถล่มสังหารคนที่ร้านซิงสุ่ยตามสาขาต่างๆ เพื่อกระตุ้นท่านประมุขให้ออกไปเจอพวกมัน แม้ความสามารถของศิษย์พรรคมารมิได้ระแคะระคายผู้คุ้มกันหมู่ตึกทั้งสาม แต่ท่านประมุขก็มิอยากให้ลุกลามจนสาวไปถึงสาขาของหมู่ตึกที่เร้นกายตามที่ ต่างๆ จึงออกคำสั่งปิดร้านทั้งหมด”

            ชิงหานเกอผู้อยู่ในวัยกลางคน มีหนวดเหนือริมฝีปากส่งเสริมความดุดันกล่าวเสริม

            “แย่จริง เช่นนี้นายน้อยจะหาพวกเราเจอได้อย่างไร” ถิงถิงพึมพำ        

            “ท่านชิง ข้าจะออกเดินทางพรุ่งนี้แล้ว ต้องขอบคุณที่ช่วยเหลือ” เซียงฟงเอ่ยโดยที่ทุกคนยังไม่ทันตั้งตัว เขาประสานมือคำนับเพียงนิด ก่อนจะยกจอกเหล้าดื่ม

            “เร็วเช่นนี้หรือ มิรอให้พบสหายท่านก่อนเล่า” ชิงหานเกอย่อมหมายถึงเสวี่ย

            “ข้ามีกิจต้องรีบเดินทางต่อ จึงมิอาจรั้งอยู่ได้นาน”

            “เช่นนั้น ข้าจะให้คนเตรียมม้าให้พวกท่านแล้วกัน”

            ชิงหานเกอเอ่ย แล้วหันไปสั่งกับฟ่านถังจิ่งให้ดูแลเรื่องทั้งหมดให้เรียบร้อย

            “มีเรื่องหนึ่งข้าต้องรบกวนท่าน” เซียวฟงเอ่ย

            “ว่ามาเถิดคุณชาย” บุรุษวัยกลางคนรอฟัง

            “ให้พวกนางอยู่รอสหายที่นี่ได้หรือไม่”

            เฟิงเนี่ยจื่อและถิงถิงมึนตื้อ ไม่คิดว่าเขาจะทิ้งพวกนางเอาง่ายดายปานนี้

            “ได้”

           เมื่อเจ้าบ้านรับปาก เซียวฟงจึงยืดกายขึ้นแล้วขอลากลับห้องพัก ครั้นร่างสูงเดินลับตา มือเรียวก็วางตะเกียบบนโต๊ะ

            “เช่นนั้นข้าต้องขอตัวก่อน”

ไม่ใช่เพียงเฟิงเนี่ยจื่อที่รีบร้อนผละจากโต๊ะอาหาร แต่เป็นถิงถิงและเสี่ยวจูด้วยเช่นกันที่รีบเดินตามเซียวฟงไป

            “สาว งามล้วนติดตามวีรบุรุษ เฮ้อ หนุ่มสาวสมัยนี้น่าวุ่นวายจริง” ฟ่านถังจิ่งเอ่ยอย่างผู้มากประสบการณ์ โดยมีชองหานเกอนั่งดื่มสุราแกล้มอาหาร

 

            “ท่านจะทิ้งข้าหรือ คุณชายเซียวฟง” ร่างระหงวิ่งยืนตัดหน้าเซียวฟงก่อนเข้าจะถึงห้อง ดวงตาทอประกายสั่นไหว

            “ท่านจะทิ้งนายน้อยได้อย่างไร” เป็นถิงถิงที่เข้าไปยืนขวางหน้าเขาเช่นกัน

            ยินคน เอ่ยถึงเสวี่ย พลันความรู้สึกไม่วางใจแต่แรกพบหน้าก็บังเกิดอีก ดวงตาเรียวคมจึงตวัดมองสามอนงค์เบื้องหน้า ปราศจากอารมณ์ใดๆแสดงออก

            “คนที่สัญญาจะพาเจ้าไปคือเสวี่ย มิใช่ข้า” เขาหันบอกเฟิงเนี่ยะจื่อ

ยินถ้อยคำนั้น นางถึงกับต้องก้าวถอยหลังไปอย่างอ่อนแรง ช่างเย็นชาเหลือเกิน

            “ส่วนนายน้อยของเจ้าก็คงมิกลับมาแล้ว เจ้าจงหาลู่ทางในอนาคตเอาเถิด”

            “ท่านพูดว่ากระไร นายน้อยจะมิกลับมาได้อย่างไร เกิดอันใดกับนายน้อยของข้า”

            “ข้าหามีหน้าที่รับผิดชอบชีวิตพวกเจ้า จงไปเสีย” เขาเอ่ยไล่อย่างเย็นชา แล้วก้าวเดินทิ้งห่าง

            “...แล้งน้ำใจ ท่านแล้งน้ำใจเกินไปแล้ว” ถิงถิงร้องตะโกนไล่หลัง

            นายน้อย ของนางอุตส่าห์ล่อนางมารพวกนั้นจนป่านนี้ยังไม่รู้ชะตา เขาก็มาทิ้งพวกนางและนายน้อยเสียตอนนี้ นางมองคนผิดจริงๆนายน้อยไม่สมควรช่วยเขา ไม่สมควรขอร้องเขาแต่แรก

            หลัง อาหารเช้า บรรยากาศกระอักกระอ่วนพลันบังเกิดกับสหายของหมู่ตึกเจ็ดดาราที่พำนักอยู่ ฟ่านถังจิ่งและชิงหานเกอไม่ทราบความสัมพันธ์อันสับสนของอาคันตุกะของประมุข เท่าใด แต่เพียงคำว่า ‘จะจากไป’ ออกจากปากของเซียวฟง สตรีสามนางถึงกับนั่งไม่ติด ร้อนรนหนักหนา

            ฟ่านถังจิ่งเห็นเฟิงเนี่ยจื่อสตรีบอบบางน่าทะนุถนอมทำหน้าเศร้า สาวใช้อีกสองนางที่หนึ่งร้อนรน หนึ่งทุกข์ใจ นั่งแยกกันคนละมุมในศาลาหลังน้อย ก็กล่าวว่า

            “เราควรลองคุยกับคุณชายเซียวฟงดีหรือไม่” ฟ่านถังจิ่