OnWriting

 
ประกาศ !!
สำหรับผู้ที่สั่งซื้อ "จอมนางลิขิตสวรรค์" ไม่ทัน


เฟิ่งหวงจะเปิดให้สั่งจอง พิมพ์ครั้งที่ 2 นับแต่วันนี้เป็นต้นไปค่ะ
ซึ่งกำหนดปิดจอง ขึ้นอยู่กับว่าได้จำนวนตามที่สามารถเข้าโรงพิมพ์ได้รึยังค่ะ

หากได้จำนวนครบแล้ว เฟิ่งหวงจะส่งเมล์แจ้งให้ทุกท่านทราบถึงขั้นตอนต่อไป (เช่นเดียวกับขั้นตอนของการสั่งซื้อพิมพ์ที่ 1 ค่ะ)


หากท่านใดสนใจจะจองไว้ ส่งอีเมล์ได้ที่ :: fengprint [add] gmail.com
 
 
แจ้งรายละเอียดดังนี้ :

1. ชื่อ - นามสกุล

2. ที่อยู่จัดส่งหนังสือ

3. เบอร์โทรศัพท์ *

4. E-mail ที่ใช้ประจำ เช็คบ่อยๆ

5. จำนวนชุดที่ต้องการสั่ง

6. วิธีการจัดส่ง EMS / พัสดุ


*********************

ค่าส่งจัดส่ง
( รวมการแพคหนังสือ + ห่อบับเบิ้ลลงกล่องพัสดุ )

** สามารถส่งหนังสือไปต่างประเทศได้ อัตราตามไปรษณีย์กำหนดค่ะ

- EMS 200 บาท
- พัสดุ 100 บาท

* เนื่องจากหนังสือ นน. เกินกว่า 2 kg. ดังนั้นจึงไม่สามารถส่งเป็นแบบลงทะเบียนได้
แต่ทางไปรษณ๊ย์บอกว่า พัสดุลงกล่องปกติก็จะมีเลขทะเบียนเช็คได้ค่ะ
แต่ว่าต้องเช็คกับไปรษณีย์ปลายทาง เพราะทางไปรษณีย์ไทยไม่มีบริการเช็คออนไลน์ในกรณีนี้ค่ะ
 
 
 
จองหนังสือชุด จอมนางลิขิตสวรรค์ ได้แล้วค่ะ
ขยายเวลาจองถึง 30 กันยายนนี้
 
รายละเอียดติดตาม : http://phenghuang.exteen.com/20120816/entry


            จาก การสังหารชาวยุทธ์มากมายของเสินซี จางป๋ายอี้จึงสั่งให้ศิษย์เอกคอยเข้าไปสืบข่าวคราวจากเจ็ดสำนักใหญ่ บัดนี้เหวินอี้หลินจึงยืนรอหน้าสำนักเทพเหนือฟ้า โดยอ้างว่าราชสำนักเห็นยุทธภพวุ่นวายจนเกรงจะกระทบถึงประชาราษฎร์ แม่ทัพขวาจึงได้สั่งให้ตนมาสืบเอาความ

            เมื่อไถ่ ถามถึงเรื่องราวอยู่ครู่ใหญ่ ทำให้ทราบได้ว่า การลงมือของเสินซีตามที่ตนและซือฝุตามรอยนั้นสะเปะสะปะ อีกทั้งยังเน้นทิ้งร่องรอยให้รู้ว่าเป็นฝีมือเจ้าวังเหยียบเมฆา ด้วยบนศพนั้นจะมีมีดซัดชนิดพิเศษ บางเบาหากคมกริบ อันเป็นลักษณะเฉพาะของวังเหยียบเมฆาตกอยู่ทั้งสิ้น

           

            ในโรงเตี๊ยมซอมซ่ออันตั้งอยู่กลางป่าเขา มีร่างผู้เฒ่าชุดขาวยืนรอข่าวนอกระเบียงไม้ผุ สายลมอันหนักอึ้งม้วนตัวพัดวาบผ่านเส้นเกศาของผู้ชรา ดาราดาษดื่นบนผืนนภายังอยู่ภายใต้การจับจ้องยาวนานของจางป๋ายอี้  

             ยามดวงตา ผู้ชราไล่มองแต่ละดวงก็ให้สะดุ้งในใจวาบ ดาราอันเคยปรากฏเมื่อสองปีก่อนโดยกระทันหัน ประกายนั้นหายวับจากผืนนภาดำทะมึน กระบี่พยากรณ์รีบหันหน้ายังทิศประจิมยกนิ้วใคร่คำนวณ

            ‘ลมทมิฬพัดผ่านกาย ดารารายดับแสง เส้นแดงพาดเงาจันทรา เป็นลางสิ้นลิขิตสวรรค์’

            “มิควรเป็นเช่นนี้”

            เสียงเบาพึมพำผ่านริมฝีปากหยาบ หากยังจับความสั่นเทาได้ บัดนั้นเรียวคิ้วสีขาวกลับขมวดชนกันอย่างไม่ใคร่เชื่อถือ

            “หากเป็นจริง แค้นพันปีของทั้งสอง ผู้ใดจะคลี่คลาย หรือพิภพนี้จะต้องนองด้วยโลหิต หรือหมู่มารในอนาคตกาลจะได้ยิ้มผยอง”

            แม้จะ คำนวณดวงชะตาของศิษย์คนเล็กตกชะตาดับ ทว่าจางป๋ายอี้ก็ได้ล่วงรู้ซึ่งลิขิตสวรรค์ประการหนึ่ง ตนเองจึงไม่อาจออกตามหาเสวี่ยเหยา เป็นความผิดอย่างมหันต์ของตนที่นำพาปทุมสวรรค์พบจุดจบ เทพเซียนทั้งหลายคงให้ตนได้ลงสู่ห้วงอเวจีเพื่อลงโทษแน่
            จาง ป๋ายอี้ไม่อาจรอศิษย์เอกให้สืบความจากเจ็ดสำนักใหญ่ได้อีก กระดาษชิ้นเล็กซึ่งถูกเขียนข้อความก็ถูกนำใส่ที่ห่วงตรงขาพิราบสื่อสาร แล้วปล่อยสู่ท้องฟ้ากว้าง จากนั้นผู้เฒ่าจึงค่อยทะยานกายออกไป ไม่อาจเสียเวลาไปสุสานดาวจรัสในยามนี้เสียแล้ว

           ‘เหยาเอ๋อร์มีภัย จงสืบหาร่องรอยนาง’

 

            แสง สว่างจากปลายเทียนเพียงพอที่จะทำให้ผู้อยู่ในห้องมองเห็นสิ่งต่างๆกระจ่าง ชัด ร่างสูงยันกายขึ้นยืน สองเท้าเดินไปยังหน้าต่างห้อง ทอดสายตาคมดุจกระบี่มองจันทร์ฉายกระจ่างบนผืนนภาดำมืด ไม่นึกว่าเขาจะได้มาพักฟื้นในหมู่ตึกเจ็ดดารา หนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่ที่มีแค้นกับเสินซีเช่นนี้ และยิ่งไม่คาดว่าเสวี่ยจะรู้จักกับอู๋หย่งเจี้ยน จนสามารถสั่งให้หัวหน้าสาขาชิงหานเกอสละพลังรักษาพิษในกายเขาด้วยตัวเอง

             ทั้งที่ ไม่จำเป็นต้องอาศัยพลังผู้อื่น เซียวฟงก็สามารถเดินพลังควบคู่กับโอสถหยดอรุณเพื่อขับพิษร้อยแปดได้อยู่แล้ว แต่หากเขาเปิดเผยพลังวิชาอันล้ำเลิศมากเกินไป ไม่แคล้วจะถูกสงสัยก่อนจัดการกิจเสร็จ

            “คุณชายเซียวฟงเจ้าคะ” เสียงถิงถิงร้องเรียกหน้าห้อง ใบหน้าเรียวหันมองก่อนจะเอ่ย

            “มีอันใด”

            “ข้ามีเรื่องจะปรึกษาท่านเจ้าค่ะ” น้ำเสียงเจือความร้อนใจอยู่ไม่น้อย เอ่ยตอบ

            ร่างสูงเดินไปเปิดประตูออกไปพบนาง เห็นร่างน้อยยืนทำหน้ากลัดกลุ้มหน้าห้อง

            “ว่าอย่างไร”

            “อาการท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

            “ดีขึ้นแล้ว” เซียวฟงได้รับการรักษามาสองวัน ตอนนี้พิษในกายถ่ายออกไปจนเกือบหมด ไม่น่ากังวลอันใดอีก

            “ท่านได้ข่าวนายน้อยบ้างหรือไม่ หลายวันแล้วข้าถามท่านฟ่านที่ช่วยสืบหาก็ยังมิทราบความ”

            ถิงถิงถามเช่นนี้ เพราะทราบจากเสวี่ยว่าเซียวฟงมีสหายคอยติดตามสืบข่าวเรื่องเสินซีให้ตลอดเวลา เขาย่อมมีหูตากว้างขวางในยุทธภพ

            “มิทราบได้” เขาเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะกล่าวต่อ

            “ข้าจะเข้านอนแล้ว”

            พลันมือหยาบก็เปิดประตูแล้วกลับเข้าห้อง

            ถิงถิงถึงกับผิดหวัง

            เหตุใดคน ผู้นี้ถึงเย็นชานัก นายน้อยของนางหายไปทั้งคน กลับดูมิเดือดร้อน จริงอยู่ที่ทั้งสองนี้มิได้เป็นสหายสนิท แต่พวกเราก็เดินทางร่วมกันมาแรมเดือน ไฉนความห่วงใยสักนิดก็มิมี

            แท้ จริงเซียวฟงยังไม่ได้เข้านอนตามที่กล่าว ไฉนเขาจะไม่ทราบว่าเสวี่ยถูกพรรคมารพิษบุปผาจับตัวไป ในเมื่อทูตอัคคีได้ลอบเข้ามารายงานเมื่อวานก่อน

            จาก คำของทูตอัคคี คราแรกที่เสวี่ยถูกพาลงไปขังในคุกใต้ดิน ยังมีสภาพครึ่งเป็นครึ่งตาย ทว่าไม่กี่วันต่อมาเสวี่ยกลับไปนั่งพักสุขสบายในห้อง ตามเนื้อตัวก็ไร้ซึ่งรอยบาดแผลราวกับเมื่อหลายวันก่อนเป็นความฝัน  

            นอกจากนี้ทูตอัคคียังกล่าวว่า เสวี่ยยังหยอกเย้ากับศิษย์มารพิษบุปผาราวสนิทสนม นี่มันเป็นเรื่องใดกัน เขาเองก็ยังไม่อาจทราบคำตอบ

 

            หลายวันต่อมา เฟิงเนี่ยะจื่อและเซียวฟงนั่งรับประทานอาหารพร้อมกับชิงหานเกอและฟ่านถังจิ่ง โดยมีถิงถิงและเสี่ยวจูยืนรับใช้

            วันนี้ฟ่านถังจิ่งมีสีหน้าเคร่งเครียดจนทุกคนสังเกตุเห็น

            “ท่านฟ่านเหตุใดจึงทำหน้าเคร่งเครียดนัก” เฟิงเนี่ยจื่อเอ่ยถาม

            “พวกเราต้องปิดร้านซิงสุ่ยชั่วคราว”

            “เหตุใดเล่า” ถิงถิงเอ่ยถามตกใจ

            “พรรค มารพิษบุปผาสืบทราบว่าร้านขายผ้าซิงสุ่ยเป็นที่ส่งข่าวของหมู่ตึกเจ็ดดารา แล้ว พวกมันได้ส่งคนไปถล่มสังหารคนที่ร้านซิงสุ่ยตามสาขาต่างๆ เพื่อกระตุ้นท่านประมุขให้ออกไปเจอพวกมัน แม้ความสามารถของศิษย์พรรคมารมิได้ระแคะระคายผู้คุ้มกันหมู่ตึกทั้งสาม แต่ท่านประมุขก็มิอยากให้ลุกลามจนสาวไปถึงสาขาของหมู่ตึกที่เร้นกายตามที่ ต่างๆ จึงออกคำสั่งปิดร้านทั้งหมด”

            ชิงหานเกอผู้อยู่ในวัยกลางคน มีหนวดเหนือริมฝีปากส่งเสริมความดุดันกล่าวเสริม

            “แย่จริง เช่นนี้นายน้อยจะหาพวกเราเจอได้อย่างไร” ถิงถิงพึมพำ        

            “ท่านชิง ข้าจะออกเดินทางพรุ่งนี้แล้ว ต้องขอบคุณที่ช่วยเหลือ” เซียงฟงเอ่ยโดยที่ทุกคนยังไม่ทันตั้งตัว เขาประสานมือคำนับเพียงนิด ก่อนจะยกจอกเหล้าดื่ม

            “เร็วเช่นนี้หรือ มิรอให้พบสหายท่านก่อนเล่า” ชิงหานเกอย่อมหมายถึงเสวี่ย

            “ข้ามีกิจต้องรีบเดินทางต่อ จึงมิอาจรั้งอยู่ได้นาน”

            “เช่นนั้น ข้าจะให้คนเตรียมม้าให้พวกท่านแล้วกัน”

            ชิงหานเกอเอ่ย แล้วหันไปสั่งกับฟ่านถังจิ่งให้ดูแลเรื่องทั้งหมดให้เรียบร้อย

            “มีเรื่องหนึ่งข้าต้องรบกวนท่าน” เซียวฟงเอ่ย

            “ว่ามาเถิดคุณชาย” บุรุษวัยกลางคนรอฟัง

            “ให้พวกนางอยู่รอสหายที่นี่ได้หรือไม่”

            เฟิงเนี่ยจื่อและถิงถิงมึนตื้อ ไม่คิดว่าเขาจะทิ้งพวกนางเอาง่ายดายปานนี้

            “ได้”

           เมื่อเจ้าบ้านรับปาก เซียวฟงจึงยืดกายขึ้นแล้วขอลากลับห้องพัก ครั้นร่างสูงเดินลับตา มือเรียวก็วางตะเกียบบนโต๊ะ

            “เช่นนั้นข้าต้องขอตัวก่อน”

ไม่ใช่เพียงเฟิงเนี่ยจื่อที่รีบร้อนผละจากโต๊ะอาหาร แต่เป็นถิงถิงและเสี่ยวจูด้วยเช่นกันที่รีบเดินตามเซียวฟงไป

            “สาว งามล้วนติดตามวีรบุรุษ เฮ้อ หนุ่มสาวสมัยนี้น่าวุ่นวายจริง” ฟ่านถั